Product Life Cycle และการวางกลยุทธ์เพื่อยืดอายุให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณ

การวางกลยุทธ์สำหรับการทำธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันนั้นมีมากมาย หนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่เรามักจะพูดถึงกันบ่อย ๆ ก็คือ การทำความเข้าใจ Insight และพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ตลอดทั้งเส้นทาง ตั้งแต่การค้นหาจนกระทั่งตัดสินใจซื้อ หรือที่เราเรียกว่า Customer Journey ผสมผสานกับการทำโฆษณาออนไลน์และเครื่องมือการตลาดออนไลน์ต่าง ๆ 

 

 

ในบทความนี้ Readyplanet จะพาคุณไปรู้จักกับอีกแนวคิดหนึ่งที่นักการตลาดดั้งเดิมที่ใช้กันมานานแล้วนั่นคือ Product Life Cycle (วงจรชีวิตของสินค้า) ซึ่งเราคิดว่าการรู้หลักการเกี่ยวกับสินค้า (Product) และเอาเข้าจริงมันก็เป็นส่วนหนึ่งของหลักการ 4P ที่นักการตลาดทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี

 

ใน Business-to-you.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่สอนการทำธุรกิจ, การบริหารจัดการและกลยุทธ์ชื่อดังระดับเวิร์ลคลาสอีกแห่งหนึ่ง ได้อธิบายความหมายและ Product Life Cycle ไว้ว่า


Product Life Cycle (PLC) คือ กรอบการตลาดที่ช่วยให้เห็นภาพและเข้าใจวิวัฒนาการการขายของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ในช่วงเวลาหนึ่ง  เพราะสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้น ก็มีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ มีวงจรชีวิตที่ "เกิด" และ "ตาย" ในที่สุด” ที่มา: https://www.business-to-you.com/product-life-cycle/


อธิบายให้เข้าใจง่ายและชัดเจนมากขึ้น Product Life Cycle ก็คือ : สินค้าหรือบริการใด ๆ นั้นจะมีช่วงเวลาของการเกิดขึ้น - เริ่มมีความนิยม (เกิดกระแส) - ขายดี (เป็นกระแส+มีความต้องการซื้อมาก) - ยอดขายเริ่มตกเพราะความต้องการเริ่มน้อยลง - ขายไม่ได้แล้ว (สินค้านั้นได้ตายลง) 

 

จากภาพจะสามารถอธิบายลักษณะของ Product Life Cycle ที่เป็นวงจรชีวิตของสินค้านั้นให้เห็นได้ชัดเจน ตั้งแต่ช่วงเวลาที่สินค้าเกิดขึ้นและเข้าสู่ตลาด จนกระทั่งออกจากตลาดหรือตายไป เส้นโค้งในกราฟ (ซึ่งโดยปกติจะเป็นรูปตัว S เสมอ หากเป็นตัว S กลับด้านหรือแปลกไปจากนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติและไม่ควรเกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณ) จะแสดงถึงยอดขายของสินค้าที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดในช่วงต่าง ๆ ออกเป็น 4 ส่วน  ดังนี้

 

4 ช่วงเวลาของวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Stages of Product Life cycle)

 

1. ช่วงแนะนำผลิตภัณฑ์ (Product Introduction)

 

 

จากภาพที่แสดงเส้นโค้งบนกราฟจะเห็นได้ว่า ธรรมชาติของช่วงเริ่มต้นนั้นปริมาณการขายสินค้ารวมถึงความต้องการซื้อของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด เนื่องจากเป็นสินค้าใหม่จึงมีคนรู้จักหรือมีความต้องการซื้อต่ำ


ลักษณะของช่วง Product Introduction นี้ที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ

 

  • ยอดขายต่ำ

 

  • การแข่งขันต่ำ

 

  • กำไรต่ำ

 

  • การลงทุนสูงเพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการสินค้า


แน่นอนว่าไม่มีเจ้าของธุรกิจคนไหนอยากมีช่วงระยะเวลานี้นาน ๆ ฉะนั้นจึงต้องวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อปรับใช้ให้ช่วงเวลานี้สั้นลงและเปลี่ยนเป็นช่วง Market Growth ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


โดยในอดีตนักการตลาดที่ต้องการเป็นผู้บุกเบิกการขายสินค้าใหม่นั้น มักจะเลือกใช้กลยุทธ์การตลาด 2 แบบ คือ การตั้งราคาสินค้าที่สูงและเจาะตลาดในวงแคบ ๆ โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีความเฉพาะเจาะจง (ขายสินค้าราคาสูงจำนวนน้อยเพื่อให้มีกำไรเยอะขึ้น) และอีกแบบในขั่วตรงกันข้ามก็คือ การตั้งราคาสินค้าที่ต่ำแต่กระจายสินค้าสู่ตลาดในวงกว้างมากขึ้น (ขายสินค้าราคาต่ำจำนวนมากเพื่อให้ได้กำไรเยอะขึ้น) แต่ในปัจจุบันที่การแข่งขันสูงวิธีนี้อาจจะประสบความสำเร็จได้ไม่รวดเร็วเพียงพอ


แต่ข้อดีของยุคที่โลกของออนไลน์เคลื่อนที่เข้าทับโลกออฟไลน์ก็คือ เรามีเครื่องมือที่ช่วยสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่ดีและมีประสิทธิภาพมากกว่า นั่นก็คือ


กลยุทธ์ “การสร้างการรับรู้และความต้องการสินค้า” โดยเครื่องมือสำคัญของกลยุทธ์นี้ก็คือ “การทำโฆษณาออนไลน์”

 

ใคร ๆ ก็รู้ว่าหน้าที่หลักสำคัญของการทำโฆษณาคือ “การสร้างการรับรู้” ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาแบบออฟไลน์ เช่น โฆษณาบนโทรทัศน์, วิทยุ, สื่อสิ่งพิมพ์และป้ายโฆษณาต่าง ๆ หรือแบบโฆษณาออนไลน์ ที่คุณพบได้บน Facebook, Youtube, LINE, Instagram หรือบนเว็บไซต์ต่าง ๆ ข้อดีของโฆษณาออนไลน์คือ ค่าใช้จ่ายถูกและตรงกลุ่มผู้บริโภคกว่าการโฆษณาแบบออฟไลน์ ที่สำคัญคือถ้าส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กำลังมีความต้องการหรือสนใจสินค้านั้น ๆ อยู่พอดี ก็สามารถซื้อขายกันได้เลยในทันที


Readyplanet ขอแนะนำบริการของเรา AdPro Dynamic บริการโฆษณาออนไลน์ที่เชี่ยวชาญด้าน Optimization และ Automation ซึ่งเป็นบริการรับทำโฆษณาออนไลน์แบบเน้นผลลัพธ์ด้วยเทคโนโลยี AI อัจฉริยะและเครื่องมือ Marketing Tech ใหม่ล่าสุดของเรดดี้แพลนเน็ต ที่ช่วยโปรโมทสินค้าของธุรกิจคุณให้เข้าถึงเป้าหมายที่ใช่ เพิ่มลูกค้าใหม่เพื่อเปลี่ยนยอดคลิกเป็นยอดขายได้มากขึ้น โดย Advertising Specialist ที่พร้อมบริหารแคมเปญโฆษณาของคุณด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญเชิงลึก จากประสบการณ์ในการดูแลลูกค้าจากหลากหลายอุตสาหกรรมมากกว่า 10 ปี ทั้งด้านการวางแผนโฆษณา และนำ Customer Insights ของธุรกิจคุณ มาใช้เพื่อสร้างเป็นโฆษณาที่ลูกค้าชอบ และตรงใจมากขึ้นเพื่อให้ธุรกิจได้ลูกค้าตัวจริง

 

และก่อนที่คุณจะทำโฆษณาออนไลน์ได้นั้น คุณจะต้องมีคือแพลตฟอร์มที่เป็นช่องทางการสื่อสารเพื่อทำการตลาดและการซื้อขาย ที่มีให้เลือกทั้ง ช่องทางของ โซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ อย่าง Facebook, Youtube, LINE หรือ Instagram ซึ่งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและครอบคลุมมากที่สุดในยุคนี้ คุณก็ควรมีเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ของคุณด้วย

 

ข้อดีของการมีเว็บไซต์ของคุณเองก็คือ เราสามารถทำ Retargeting Ads เพื่อนำส่งโฆษณาสินค้าของคุณไปกระตุ้นคนที่เข้ามาเยี่ยมชมบนเว็บไซต์ของคุณแต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อให้ได้เห็นสินค้าของคุณที่เขากำลังสนใจอยู่อีกครั้ง จนกลับมาซื้อสินค้าของคุณในที่สุด นอกจากนั้นเว็บไซต์สำเร็จรูปบางที่ยังสามารถติดตั้งระบบการบริหารจัดการสินค้า, ระบบ CRM ที่ช่วยบริหารจัดการและจัดเก็บข้อมูลลูกค้า หรือระบบแชทหรือเพิ่มช่องทางการติดต่ออื่น ๆ ของคุณได้อีกด้วย


อย่าง Readyplanet เองก็มี R-Web แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ที่สามารถเป็นได้ทั้งเว็บไซต์ธุรกิจและเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ได้ เพราะถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยการใช้งานที่ง่ายและความสะดวกแก่ SME ไทย สามารถเชื่อมโยงเครื่องมือการตลาดออนไลน์แบบ  All-in-One ทั้งระบบ Shop ที่ช่วยให้คุณมีร้านค้าออนไลน์ได้บนเว็บไซต์, ระบบ CRM หรือแม้กระทั่งระบบ Live Chat และ R-Widget ที่เป็นปุ่มติดต่ออัจฉริยะสำหรับเว็บยุคใหม่ ลูกค้าติดต่อง่าย ช่วยปิดการขายได้ฉับไวขึ้น

 

2. ช่วงตลาดเจริญเติบโต (Market Growth)

 

 

ช่วงที่สองของ Product Life Cycle คือช่วงที่ตลาดเจริญเติบโตมากขึ้น ซึ่งถ้าคุรดูจากภาพของกราฟด้านบนนั้นจะเห็นไ้ด้ว่าเส้นโค้งจะมีความชันมากขึ้นจากจุดของช่วง Product Introduction อย่างชัดเจน ซึ่งจุดนี้เราเรียกว่า “จุด Take-Off” ซึ่งจะเป็นช่วงที่มียอดขายของสินค้าและผลิตภัณฑ์นั้น ๆ พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสินค้าเป็นที่รู้จักและมีกระแสความต้องการของผู้บริโภคสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในขณะเดียวกันปริมาณคู่แข่งในตลาดของคุณก็เพิ่มมากขึ้นด้วย อาจทำให้คุณต้องใช้งบประมาณสูงในการแข่งขันด้านราคาและการตลาดเพื่อสู้กับคู่แข่ง

ลักษณะของช่วง Market Growth นี้ที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ

 

  • ยอดขายสูงขึ้นเรื่อย ๆ

 

  • การลงทุนสูงเพื่อนำสินค้าและผลิตภัณฑ์ไปหากลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

 

  • การแข่งขันสูง 

 

  • กำไรปานกลาง


ตรงกันข้ามกับช่วง Product Introduction ที่เจ้าของกิจการทุกคนอยากจะคงระยะเวลาของช่วง Market Growth นี้ไว้ให้ได้นานที่สุด ก่อนจะเริ่มมีความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและยอดขายที่ลดลงเรื่อย ๆ นั่นก็คือสัญญาณของการก้าวเข้าสู่ช่วงที่ 3 ของ Product Life Cycle แล้วนั่นก็คือช่วงของ ตลาดอิ่มตัว (Market Maturity)

กลยุทธ์ทางการตลาดที่เจ้าของกิจการหรือนักการตลาดมักใช้กัน เพื่อเกระตุ้นความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้กลับมาซื้อเพิ่มมากขึ้น ซื้อซ้ำ พร้อมกับสร้างความประทับใจ ตัวอย่างเช่นการเพิ่ม Product Line โดยการเพิ่มสี เพิ่มรสชาติ เพิ่มขนาด ปรับราคาใหม่หรือการทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม เป็นต้น

 

กลยุทธ์ที่ใช้ในการขยายระยะเวลาของช่วง Market Growth

 

เพื่อให้วงจรชีวิตของสินค้าและผลิตภัณฑ์ของคุณยาวนานมากขึ้น ก็คือ “การกลับมาซื้อซ้ำ” ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ยิ่งมีปริมาณการกลับมาซื้อซ้ำซื้อเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ช่วงเส้นโค้งที่แสดงผลของยอดขายก็ยิ่งสูงชันมากขึ้นเท่านั้น

 

เครื่องมือสำคัญสำหรับกลยุทธ์การขยายวงจรชีวิตของสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยการเพิ่มจำนวนของลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้าซ้ำนั่นก็คือ

ระบบ CRM

 

 

เป็นระบบที่ช่วยบริการจัดการลูกค้า รวมถึงการเก็บข้อมูลสำคัญ ๆ ของลูกค้า เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำการตลาดหรือแม้กระทั่งการเห็นภาพรวมของเส้นทางของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละ Sale Pipeline และช่วยให้คุณเพิ่มประสิทธิภาพของงานขายได้มากขึ้น 


ตัวอย่างการใช้ระบบ CRM เพื่อช่วยขยายวงจรชีวิตของสินค้าและผลิตภัณฑ์ เช่น

 

  • ใช้ข้อมูลเบอร์โทรหรืออีเมลของลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าไปแล้ว นำไปทำโฆษณาออนไลน์ เพื่อเสนอโปรโมชั่นใหม่หรือสิทธิพิเศษใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำเป็นต้น

 

  • ใช้ข้อมูลของลูกค้าที่อยู่ในช่วงของการต่อรองราคาหรือเคยส่งใบเสนอราคาแล้วที่อยู่ระบบ CRM ไปทำ Retargeting Ads เพื่อส่งโฆษณาสินค้าที่พวกเขาสนใจอยู่ไปกระตุ้นให้กลับมาซื้อ หรือนำข้อมูลของลูกค้ากลุ่มนี้ให้พนักงานขายโทรติดตามลูกค้าเพื่อทำการปิดการขาย เป็นต้น

 

อย่างที่ Readyplanet เองก็มีระบบ R-CRM แพลตฟอร์มบริหารทีมขาย ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจไทย ที่ช่วยให้คุณบริหารจัดการงานขายได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจไทย ครบครันด้วยเครื่องมือสำคัญที่ทีมขายต้องใช้ทำงานเป็นประจำในทุก ๆ วันตั้งแต่ จัดการ Lead, บันทึกรายงาน, สร้างใบเสนอราคา, ส่งอีเมล, ตั้งแจ้งเตือนเพื่อติดต่อหาลูกค้าในครั้งต่อไป ไปจนถึงจัดการ Sales Pipeline ในแต่ละขั้นตอนได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว

 

ระบบสะสมแต้มหรือคูปองส่วนลดต่างๆ 

 

 

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การเพิ่มปริมาณการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าเก่าได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างธุรกิจสายการบินหรือบัตรเครดิตเองก็ประสบความสำเร็จจากระบบสะสมแต้มเช่น การสะสมพ้อยท์เพื่อแลกเที่ยวบินฟรีหรือแลกกับสิทธิพิเศษดีที่ร่วมรายการ ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน​ Riding the Digital Wave ในปีนี้ของ Facebook ที่พบว่า “54% ของจำนวนผู้บริโภคคนไทยติดใจกับ Loyalty Program หรือระบบสะสมแต้มมากที่สุดในอาเซียน ยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยที่มีการจับจ่ายใช้สอยบนออนไบน์มากที่สุดนั้น ชื่นชอบระบบสมาชิกและระบบสะสมแต้มมากที่สุดถึง 65%” ดังภาพ

 

ฉะนั้นก็นับเป็นการดีถ้าธุรกิจออนไลน์ของคุณจะเริ่มมีระบบสะสมแต้ม เพื่อเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้กลยุทธ์ที่ช่วยให้ช่วง Market Growth มีความสูงชันมากขึ้น เมื่อผลสำเร็จจาก Facebook บอกว่าคนไทยชอบระบบสะสมแต้มมากที่สุดในอาเซียน ก็แสดงให้ว่านี่คือโอกาสที่ดีของธุรกิจคุณในการที่จะเริ่มมีระบบสะสมแต้มหรือสร้างคูปองส่งให้ลูกค้า


Readyplanet ขอแนะนำ PointSpot ระบบสะสมแต้มด้วยเบอร์โทร นอกจากนั้น ยังสามารถสร้างคูปองโปรโมชั่น หรือจัดการของรางวัล ที่คุณสามารถทำได้ง่าย ๆ ทั้งบนสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

 

3. ช่วงตลาดอิ่มตัว (Market Maturity)

 

 

ช่วงที่ 3 ของ Product Life Cycle เป็นช่วงที่ยอดขายของคุณเริ่มเติบโตอย่างช้า ๆ แต่ก็ค่อยๆ ไต่ไปอยู่ที่ด้านบนจุดของเส้นโค้งจนติดลมบนอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งนั้นคือช่วงที่คุณสามารถทำยอดขายได้สูงสุด อาจจะมีจำนวนลูกค้ารายใหม่ลดน้อยลง และแน่นอนว่าในช่วงนี้มีการแข่งขันในตลาดที่สูงและดุเดือดมากขึ้น จนอีกสักระยะหนึ่งก็อาจจะคู่แข่งมีบางส่วนล่าถอยออกจากตลาดไปบ้างหากต้นทุนทางธุรกิจยังสูงอยู่และสู้ราคาคู่แข่งเจ้าอื่นไม่ได้


ความน่าสนใจของช่วงตลาดเริ่มอิ่มตัวก็คือ คุณจะได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลกำไรที่สูงมากขึ้นเนื่องจากมีการลงทุนสูงไปในช่วง Product Introduction และ Market Growth กันไปแล้ว ถือว่าช่วงนี้เป็นนาทีทองช่วงสุดท้ายที่ดีที่คุณจะสามารถขยายวงจรชีวิตของสินค้าและผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างกำไรได้มากที่สุดให้ธุรกิจของคุณ

ลักษณะของช่วง Market Maturity ที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ

 

  • ยอดขายจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ บนเส้นโค้งที่สูงสุด

 

  • การลงทุนต่ำ

 

  • การแข่งขันสูง 

 

  • กำไรสูง 


หากกลยุทธ์ที่ใช้ในการขยายระยะเวลาของช่วง Market Growth คือการทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ กลยุทธ์ที่เราแนะนำมาใช้ในช่วงของ Market Growth ก็คือ “การขยายฐานกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่” ทำได้ดังนี้

 

  • การเพิ่มช่องทางการขายไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น การมีเว็บขายของออนไลน์, การเปิดร้านค้าออนไลน์บน Marketplace, Instagram หรือ LINE Official Account เพราะกลุ่มคนในแต่ละแพลตฟอร์มนั้นมีความแตกต่างกัน ฉะนั้น หากคุณลองไปทำโฆษณาหรือเปิดร้านขายบนแพลตฟอร์มอื่นๆ นอกเหนือจากที่มีดู ก็อาจจะได้กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามายังธุรกิจของคุณได้นั่นเองเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยวัดประสิทธิภาพของช่องทางการขายต่าง ๆ อีกทั้งยังช่วยให้คุณสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าใหม่ ๆ จากช่องทางการขายต่าง ๆ มาวิเคราะห์ธุรกิจต่อได้ Readyplanet ขอแนะนำ R-CRM ที่นอกจะเป็นระบบบริหารจัดการลูกค้าและทีมขายได้แล้ว R-CRM ยังสามารถสรุปรายงานของ Lead Insights ต่าง ๆ ทั้ง Lead ของลูกค้ารายวัน ให้คุณสามารถดูความเคลื่อนไหวและปริมาณของลูกค้าเก่าใหม่ที่เข้ามาได้ ที่สำคัญยังมีฟีเจอร์ รายงาน Lead Insights by Campaign และรายงาน Lead Insights by Source ที่ช่วยให้คุณวัดความมีประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณาและช่องทางการขายต่าง ๆ ได้อีกด้วย
 
  • การหากลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ  สามารถทำได้ 2 วิธีคือ (1)การทำ Look Alike บน Facebook Ads เพื่อหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ AI ของระบบโฆษณา Facebook จะช่วยมองหากลุ่มคนใหม่ที่มีความเหมือนหรือคล้ายกับลูกค้าของคุณมาให้ (2) การทำ Customer Segmentation ลองรวมรวบและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ว่าเป็นเพศใด อายุเท่าไหร่ มีอาชีพตำแหน่งอะไร ความชอบความสนใจ ความต้องการหรือปัญหาของพวกเขามีแบบไหนบ้าง สัดส่วนเท่าไหร่ อันไหนมากที่สุดน้อยที่สุด แล้ววิเคราะห์ดูว่าน่าจะใครอีกบ้างที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเก่า ที่น่าจะเป็นลูกค้าใหม่ ๆ ของคุณได้ ในช่วง Market Maturity ที่การแข่งขันสูง รวมถึงมีลูกค้าจำนวนมากเข้ามาหาคุณ  ไม่ว่าจะจากช่องทางการขายใหม่หรือกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามา แถมยังต้องดูแลลูกค้าเก่าที่เคยซื้อสินค้าของคุณไปแล้วและอาจจะต้องการข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม หรือแม้กระทั่งการกลับมาซื้อซ้ำ การโต้ตอบปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเก่า-ใหม่ที่รวดเร็วทันใจจึงเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า ฉะนั้น คุณจึงควรมีเครื่องมือที่ช่วยให้การสื่อสารกับลูกค้าคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 
 

Readyplanet ขอแนะนำ Chat Day และ Chat Center แพลตฟอร์มบริหารแชททุกช่องทางในที่เดียว ที่สามารถรวมลูกค้าจากทุกช่องทางมาไว้ที่ศูยน์กลางเพียงที่เดียว เพื่อให้คุณและทีมขายสะดวกในการสนทนาโต้ตอบกับลูกค้าได้รวดเร็วทันใจมากยิ่งขึ้น 

 

4. ช่วงยอดขายตกต่ำ (Sales Decline)

 

 

ในช่วงนี้ถือเป็นช่วงขาลงของยอดขายในสินค้าและผลิตภัณฑ์นั้น ๆ อย่างชัดเจน เส้นโค้งบนกราฟจะดิ่งลงอย่างรวดเร็วหรือค่อย ๆ ไต่ระดับลงนั้น ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแบรนด์ที่มาจากความประทับใจและประสบการณ์การใช้สินค้าและบริการที่ดีของธุรกิจคุณ


ลักษณะของช่วง Sales Decline ที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ

 

  • ยอดขายลดลง

 

  • การลงทุนต่ำ

 

  • การแข่งขันปานกลาง

 

  • กำไรต่ำ-ปานกลาง  


แม้หลายธุรกิจจะสู้ยิบตาเพื่อคงระยะเวลาของช่วง Market Maturity ให้ได้นานที่สุด แต่ธรรมชาติของวงจรชีวิตสินค้านั้นยังไงก็ต้องผ่านมาถึงจุดถดถอยอยู่ดี เมื่อยอดขายกำลังดิ่งลง ก็ถึงคราวที่เจ้าของธุรกิจจะตัดสินใจว่าจะต่อไปหรือพอแค่นี้


หากคุณเลือกที่จะไปต่อ Readyplanet มีกลยุทธ์ดี ๆ มานำเสนอในช่วงที่ยอดขายกำลังจะลดลง โดยทั่วไปแล้วหลักการของช่วง Sales Decline นี้ที่หลายธุรกิจมักจะทำกันคือ “ระบายสินค้าออกจากคลังให้มากที่สุด” แต่การทำโปรโมชั่นลดกระหน่ำ, หรือเทขายแบบขาดทุน (กำไร) นั้นเราขอให้เป็นนาทีสุดท้ายของการระบายสินค้า

 

ในช่วงแรกที่คุณเริ่มเห็นสัญญาณของการขายสินค้าที่ลดลง ลองใช้ “กลยุทธ์ขายเพิ่ม” หรือการ Up-Selling นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ลองหาสินค้าที่สามารถใช้คู่กับสินค้าตัวเดิมที่ตอบโจทย์กว่า หรือแก้ปัญหาของลูกค้าได้ดีขึ้นมากกว่าสินค้าตัวเก่า แต่การจะใช้กลยุทธ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลดีนั้น ต้องใช้ “ข้อมูลลูกค้า” ที่มากพอด้วย เช่น อาจจะเป็นคอมเม้นต์ คำแนะนำ, คำติชมของลูกค้าที่ซื้อสินค้าของคุณไปแล้ว เป็นต้น


ถ้าคำนวณแล้วไม่ขาดทุนมากไปก็อาจจะล่อใจลูกค้าด้วยการแถมไปกับการซื้อสินค้าตัวที่กำลังจะตายไปในตลาด ซึ่งคุณอาจจะต้องลงทุนเพิ่มอีกนิดหน่อยแต่ถ้าคิดว่าเป็นการทดลองตลาดหรือประชาสัมพันธ์สินค้าใหม่ที่กำลังจะขายในอนาคต  เราคิดว่าก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทีเดียว

 

ฉะนั้นเครื่องมือที่จะช่วยให้การขายเพิ่ม (Up Sale) สินค้าเก่าคู่กับสินค้าใหม่ หรือแม้กระทั่งการลดราคาเพื่อระบายสินค้าออกให้มากที่สุดในช่วงท้ายของ Product Life Cycle นั้น ก็อาจจะต้องอาศัยการทำโฆษณาออนไลน์เพื่อวิ่งเข้าหากลุ่มลูกค้าให้มากที่สุดนั่นเอง

 

และในเมื่อเส้นทางของสินค้าเดินมาถึงจุดนี้ เราได้เตรียมช่องทางการขายที่หลากหลายไว้แล้วในช่วงที่ 2-3 คือ ช่วงตลาดเติบโตจนถึงจุดอิ่มตัว ดังนั้นการทำโฆษณาออนไลน์ของเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการทำโฆษณาที่ผสานรวมทุกช่องทางให้เชื่อมต่อสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วย AdPro Dynamic จาก Readyplanet ที่ผสานเทคโนโลยี AI และความเชี่ยวชาญ เพื่อผลลัพธ์โฆษณาที่เพิ่มขึ้น บริการ AdPro Dynamic ผสานความเชี่ยวชาญของคน เข้ากับเทคโนโลยี AI และ Marketing Tech เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ทางโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าถึงลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่ม และช่วยให้คุณโปรโมทสินค้า บริการ เข้าถึงลูกค้าได้ครบทุกช่องทางทั้ง Google Search, GDN, Facebook, Instagram และ Retargeting ในงบประมาณที่คุ้มค่า และคุณสามารถควบคุมได้

 

สิ่งสำคัญที่คุณจะสามารถเกี่ยวกับสิ่งที่ได้จาก Product Life Cycle ในช่วงนี้และทุก ๆ ช่วงที่ผ่านมา นั่นคือ “ข้อมูลลูกค้า” Customer Data ที่ Readyplanet บอกเลยว่ามีคุณค่าและจะสามารถสร้างมูลค่าให้ธุรกิจของคุณได้อย่างมหาศาล ฉะนั้นคุณการเก็บข้อมูลลูกค้าในแต่ละช่วงให้ครบถ้วน ที่ไม่ใช่แค่เพียง ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล แต่การเก็บข้อมูลในมิติที่ลึกกว่า เช่น ซื้อสินค้าอะไรบ้าง, กลับมาซื้อซ้ำกี่ครั้ง, คำติชม, โปรโมชั่นอะไรที่ทำให้ขายดีมากที่สุดหรือทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อมากที่สุด เพื่อช่วยให้คุณวิเคราะห์ความชอบ, ความต้องการ รวมถึงปัญหาของลูกค้าได้


ประโยชน์สูงสุดของการรู้จัก รู้ใจลูกค้า ก็คือการนำมาสู่ความสำเร็จของการขายสินค้าใหม่ ๆ ในอนาคตของธุรกิจคุณ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้คุณมีช่วงแนะนำสินค้า Product Introduction สู่ตลาดได้สั้นลง และเร่งเวลาในช่วง Market Growth และ Market Maturity ที่รวดเร็วมากขึ้นนั่นเอง 

 

เครื่องมือที่จะช่วยให้คุณเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้อย่างแม่นยำขึ้นนั่นก็คือ ระบบ CRM ที่ดีและมีฟีเจอร์การใช้งานที่ช่วยให้คุณเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้ อย่าง R-CRM แพลตฟอร์มบริหารทีมขาย ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจไทย นั่นเอง 

 

R-CRM หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ Readyplanet Marketing Platform 

R-CRM คือแพลตฟอร์มบริหารจัดการทีมขาย ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจไทย ช่วยให้ผู้บริหารและหัวหน้าฝ่ายขาย สามารถติดตามการทำงานของพนักงานขายได้อย่างเป็นระบบ พร้อมรายงานสถิติสำคัญที่จะช่วยให้วางแผนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์องค์กรที่มีสินค้าหรือบริการแบบ High Involvement

 R-CRM แพลตฟอร์มบริหารทีมขาย ระบบ CRM ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจไทย

 

ลงทะเบียนและเริ่มใช้ R-CRM ฟรี

Updated: 05 May 2021 | Produced by: Ploynaphat Wattanachodjirachai