6 วิธี เปลี่ยน Customer Insights เป็นยอดขายแบบ High Performance

การวิเคราะห์ข้อมูลมีความจำเป็นมากในการขับเคลื่อนธุรกิจในปัจจุบัน และยุคที่ผู้บริโภคเป็นจุดศูนย์กลางของการซื้อขาย ดังนั้นการที่ธุรกิจรู้ถึง  Customer Insights จะช่วยให้ธุรกิจได้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึกในมุมมองต่าง ๆ ของลูกค้าที่อาจจะไม่เคยทราบมาก่อน  เช่น ปัจจัยที่มีผลต่อการปิดการขาย กระบวนการตัดสินใจของลูกค้า และยังมีอีกหลากหลายส่วนที่ช่วยให้ธุรกิจได้เห็นถึงโอกาสและภาพรวมการขายมากขึ้น ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวไขคำตอบให้กับคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการขายก็เป็นได้ ทำให้ธุรกิจสร้างกลยุทธ์การขายให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด ตรงใจ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการปิดการขายจากลูกค้าเป้าหมายได้สำเร็จ วันนี้ลองมาดูกันค่ะว่าเราจะเปลี่ยน Customer Insights ให้เป็นยอดขายแบบ High Performance ได้อย่างไรบ้าง

เลือกอ่านตามหัวข้อ 

 

 

Customer Insights สำคัญต่อการทำธุรกิจยุคปัจจุบันอย่างไร?

ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า หรือ Customer Insights เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญมากสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน ช่วยให้ธุรกิจได้เข้าใจลูกค้าในมุมมองต่าง ๆ  ทั้งข้อมูลด้านประชากร อย่างเพศ อายุ รายได้ และข้อมูลด้านพฤติกรรม ทัศนคติ ความเชื่อ ความชอบ สิ่งที่สนใจ และอื่น ๆ อีกมากมาย ธุรกิจสามารถนำมาวิเคราะห์ เพื่อสร้างกลยุทธ์การขายที่เข้าใจลูกค้า ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและสามารถต่อยอดขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์กับการทำงานในองค์กรที่ผู้บริหารและผู้จัดการฝ่ายขายก็สามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกนี้ในการบริหารทีมขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเชื่อมทีมขายและทีมการตลาดเข้าด้วยกัน ทำให้มีแนวทางการวางกลยุทธ์การขายที่ไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายสามารถยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จัดลำดับความสำคัญของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดการขายให้สำเร็จ

 

6 วิธีเปลี่ยน Customer Insights เป็นยอดขายแบบ High Performance

1. ทำความเข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

อย่างแรกคือ เมื่อมีข้อมูลแล้วก็ควรต้องทำความเข้าใจข้อมูลก่อน ทั้งข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า พฤติกรรม แรงจูงใจ ความชอบและความคาดหวังของลูกค้า เพื่อจะได้นำเสนอขายได้อย่างตรงใจ ทีมพัฒนาก็สามารถพัฒนาสินค้าที่รองรับต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง โดยรวบรวมข้อมูลของลูกค้ามาจากแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะการวิจัยตลาด ข้อมูลการบริการลูกค้า การสนทนากลุ่ม โดยเฉพาะข้อมูลพฤติกรรมการซื้อที่บางธุรกิจก็จัดเก็บด้วย ระบบ CRM เช่น การติดตามการขายด้วย Sales Pipeline และผลลัพธ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน Sales Report เป็นต้น

 

2. จัดเก็บ Customer Insights อย่างเป็นระบบ นำไปใช้ต่อได้ง่าย

การเปลี่ยนแปลงการทำงานแบบเดิม ๆ ที่ยุ่งเหยิง ค้นหายาก วัดผลไม่ไ่ด้ สู่การบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐานด้วยเครื่องมือที่จะช่วยให้เราวิเคราะห์ Customer Insights ให้พร้อมใช้งาน อย่างการใช้ Readyplanet R-CRM แพลตฟอร์มบริหารทีมขาย ที่ช่วยเก็บข้อมูล Leads อย่างเป็นระบบ สามารถติดตามการซื้อขายได้ง่าย ทำให้ธุรกิจสามารถจัดการกับข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

โดย R-CRM สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ทั้งข้อมูลเชิงประชากร (ชื่อ, เบอร์โทร, อีเมลล์, วันเกิด) พฤติกรรมการซื้อ (ปริมาณการซื้อ, ยอดใช้จ่าย, สินค้าที่ซื้อ, วันที่ซื้อ) หรือรายละเอียดสำคัญ สิ่งที่น่าสนใจก็บันทึกลงในระบบได้ทันที เช่น บทสนทนาระหว่างลูกค้าและเซลส์ ทำให้ทราบข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าว่ามีกระบวนการตัดสินใจซื้ออย่างไรบ้าง ทำให้สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอดเป็นกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้

 

rcrm lead inbox

 

3. กำหนด Customer Segment เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น

เมื่อเข้าใจ Customer Insights ของลูกค้าแล้ว ควรแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งมักเรียกกันว่า Customer Segments โดยสามารถแบ่งได้ทั้งตามข้อมูลประชากร พฤติกรรมการซื้อ ประเภทธุรกิจ หรือเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น ลูกค้าในจังหวัดกรุงเทพ หรือลูกค้าที่มีกำลังซื้อ เป็นต้น เพื่อให้การสร้างกลยุทธ์การขายที่ตอบสนองต่อความต้องการกับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และเซลส์สามารถนำเสนอขายได้ง่าย ปิดการขายได้สำเร็จมากยิ่งขึ้น ในเวลาอันรวดเร็ว

 

 rcrm ติดป้ายกำกับ leads

 

 

4. สร้างแรงจูงใจด้วย Customer Insights

บางครั้งลูกค้ามักไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร หากเซลส์ใช้ Customer Insights ของลูกค้าที่ได้เตรียมตัวศึกษามาก่อนการเข้าพบลูกค้า เพื่อกระตุ้นความต้องการของลูกค้า ก็จะมีส่วนที่จะสามารถเปลี่ยนมุมมองและสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าหันมาสนใจสินค้าและบริการของเราได้ รวมถึงลูกค้าเองก็รู้ความต้องการของตนเองมากยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้นธุรกิจที่สามารถสร้างแรงจูงใจลูกค้าได้ก่อน ก็จะได้ใจลูกค้าและมีข้อได้เปรียบจากคู่แข่งด้วยเช่นกัน

 

 การพูดคุยและสร้างแรงจูงใจกับลูกค้า

 

 

5. วิเคราะห์ Customer Insights อย่างสม่ำเสมอ

ในยุคปัจจุบันนี้ เป็นยุคแห่งโลกออนไลน์ ทำให้ลูกค้ามีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพราะถูกเร้าด้วยสิ่งรอบตัวได้ง่าย ธุรกิจจึงต้องวิเคราะห์ Customer Insights อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์และสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ปรับแผนการขายและการสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าได้อย่างถูกต้อง 

 

เซลส์วิเคราะห์ Customer Insights อย่างสม่ำเสมอ

 

 

6. วางกลยุทธ์การขายด้วยข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย

มาถึงข้อสุดท้าย คือการวางกลยุทธ์การขายด้วยข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย โดยรวบรวมข้อมูลในมุมมองต่าง ๆ มารวมกันและวางเป็นภาพใหญ่ในการทำงาน การวิเคราะห์ลูกค้ามีความสำคัญอย่างมากในการวางกลยุทธ์เพื่อให้ทราบว่าธุรกิจควรไปในทิศทางใด กลยุทธ์การสื่อสาร กลยุทธ์การขาย ควรเป็นไปในทิศทางใดเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด และสามารถใช้งบประมาณในการดำเนินการได้อย่างคุ้มค่า และสร้างให้เกิดยอดขายมากที่สุดด้วย ดังนั้นทุกคนในองค์กร นอกจากฝ่ายขายแล้ว ฝ่ายอื่น ๆ ก็ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปประยุกต์ ปรับใช้ในการวางแผนการทำงานให้สอดคล้องกัน

 

สรุป

Customer Insights เป็นส่วนสำคัญของการทำธุรกิจในยุคนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทีมขายที่ไม่ควรมองข้ามข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า เพราะยิ่งเซลส์ทำความเข้าใจลูกค้าได้ลึกเท่าไหร่ เข้าใจความต้องการหรือปัญหาของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง ก็จะสามารถนำเสนอขายสินค้าบริการที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการลูกค้าได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสปิดการขายได้รวดเร็วขึ้นจนนำไปสู่ยอดขายแบบ High Performance ได้อย่างแน่นอน และที่สำคัญก็ควรเลือกใช้ R-CRM แพลตฟอร์มบริหารทีมขาย เพื่อเข้ามาช่วยจัดเก็บ Customer Insights เหล่านี้อย่างเป็นระบบ นำไปใช้ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการงานขายได้อย่างมืออาชีพ

 

 

สมัครใช้งาน Readyplanet R-CRM 

R-CRM คือแพลตฟอร์มบริหารจัดการทีมขาย ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจไทย ช่วยให้ผู้บริหารและหัวหน้าฝ่ายขาย สามารถติดตามการทำงานของพนักงานขายได้อย่างเป็นระบบ พร้อมรายงานสถิติสำคัญที่จะช่วยให้วางแผนเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์องค์กรที่มีสินค้าหรือบริการแบบ High Involvement

 

 

ลงทะเบียนและเริ่มใช้ R-CRM ฟรี