โฆษณา Google Ads กับ Facebook Ads แบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ

จะเริ่มทำออนไลน์ต้องเริ่มอย่างไร? ทำโฆษณา Google หรือ ทำโฆษณา Facebook อย่างไหนดีกว่ากัน? Readyplanet เชื่อว่านี่คือคำถามท็อปฮิตที่ติดอยู่ใจของผู้ประกอบการธุรกิจที่ปรับตัวเข้ามาสู่โลกของการทำออนไลน์ ถ้าธุรกิจไหนได้เริ่มลองลิ้มชิมรสกันไปบ้างแล้วก็น่าจะได้ร้องโอดโอย เพราะไม่ใช่ว่าการทำโฆษณาออนไลน์จะสามารถดึงยอดขายได้ดั่งใจในช่วงเดือนสองเดือนแรก 

 


จากผลการเก็บข้อมูลจาก KANTAR เกี่ยวกับมูลค่ารวมการใช้งบโฆษณาออนไลน์ในปี 2020 ที่ผ่านมาพบว่า แม้จะมีมูลค่าการใช้งบโฆษณาสูงขึ้นกว่าปี 2019 ที่ +0.3% (มูลค่า 19,610 ล้านบาท) แต่ก็กว่าที่คาดการณ์ไว้ว่า การใช้งบประมาณโฆษณาออนไลน์จะโตขึ้นเป็นเลขสองหลัก เมื่อเทียบสถิติจากปีก่อน ๆ ที่เคยทำได้ ดังภาพ 

 

ที่มา : https://static-daat-prod.s3.amazonaws.com/200908-DAAT-Mid-Year-2020-Press-Report.pdf

 

ใช่ว่าจากข้อมูลที่เราได้หยิบยกมาเกี่ยวกับมูลค่าการใช้งบโฆษณาของปี 2020 ที่ดูเหมือนจะซบเซา เนื่องจากสาเหตุหลักคือสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบในหลาย ๆ มิติ ทั้งเรื่องโรคระบาดที่ผู้คนต้องลดการพบปะรวมตัวกัน การทำงานที่ต้องปรับเปลี่ยนไป Work From Home กันอยู่หลายเดือน และที่สำคัญโรคระบาดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก ทำให้หลายธุรกิจที่มีกระแสเงินหมุนเวียนในธุรกิจไม่พอ เป็นอันต้องล้มหายปิดกิจการกันไปจำนวนมาก จึงอาจจะทำให้การตัดสินใจใช้งบประมาณการทำโฆษณาออนไลน์ลดลงไปโดยปริยาย

 

ที่น่าแปลกใจและดูจะย้อนแยงกับผลสำรวจดังกล่าวคือ “จากข้อมูลของ Priceza ได้เผยถึงพฤติกรรมการจับจ่ายและการซื้อของผู้บริโภคและร้านค้าในปี 2563 ที่ผ่านมาว่า ในแง่ของ B2C และ C2C E-Commerce มีแนวโน้วเติบโตขึ้นถึง 35% กล่าวคือเติบโตขึ้นจาก 163,300 ล้านบาทเมื่อปี 2562 เป็น 220,000 ล้านบาท เมื่อสิ้นสุดปี 2563” 

 

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้การใช้งบโฆษณาออนไลน์จะเติบโตได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ก็จริง แต่ผลสำรวจของพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์กลับโตขึ้นถึง 35% คิดเป็นมูลค่ามากถึง 220,000 ล้านบาท! ดังนั้นแล้ว Reayplanet ก็ยังเชื่อว่าการทำธุรกิจออนไลน์เป็นโอกาสและถือเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่งในปีนี้! ดังนั้นแล้วเรามาทำความรู้จักและเข้าใจธรรมชาติของ Facebook Ads และ Google Ads ก่อน ดังนี้

 

Facebook Ads คืออะไร?

 



คำอธิบายสั้น ๆ จาก Facebook for Business ที่นิยาม Facebook Ads ไว้ว่า “โฆษณาที่สามารถปรากฏใน News Feed บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือหรือคอลัมน์ขวามือของ Facebook บนหน้าจอคอมพิวเตอร์” ข้อดีของ Facebook Ads คือคุณสามารถยิงโฆษณาข้ามไปยัง Instagram ได้อีกด้วย



วิธีการทำโฆษณา Facebook นั้น สิ่งแรกที่คุณต้องมีคือ “วัตถุประสงค์” ในการทำโฆษณา โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 ข้อคือ

 

  • Awareness คือการสร้างการรับรู้ ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Brand Awareness กับ Reach ก็คือ Brand Awareness เน้นสร้างการรับรู้ของแบรนด์และธุรกิจของคุณ ส่วน Reach จะเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่คุณสนใจ

 

  • Consideration คือการมุ่งหาคนที่มีความสนใจในมิติต่าง ๆ เช่น Traffic (หาคนเข้าไปยังช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น), Engagement (หาคนที่สนใจการปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจเรา), Video Views (คนที่สนใจการดูวิดีโอ), Lead Generation (หาคนที่สนใจการให้รายชื่อ), Messages (หาคนที่ชอบ inbox เข้าไปพูดคุยสอบถาม) 

 

  • Conversion คือการมุ่งหาคนที่เคยคลิกสั่งซื้อบนเว็บไซต์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น

 

ขั้นตอนต่อมาคือการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ โดยคุณสามารถระบุข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการได้ เช่น เพศ อายุ อาชีพ ที่อยู่อาศัย ความสนใจและพฤติกรรมต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับสินค้าและบริการของเรา ให้โฆษณาของคุณไปปรากฏแก่บุคคลกลุ่มนั้นได้ โดยคุณสามารถสร้างรูปแบบของสื่อโฆษณาได้หลายรูปแบบได้ทั้งภาพและวิดีโอ



ประเภทของรูปแบบโฆษณาบน Facebook รูปแบบโฆษณาที่คุณสามารถใช้ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การโฆษณาของคุณ ดังนี้

 

1. Photo : รูปแบบของ Facebook Ads แบบรูปภาพนั้น จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook โดยทั่วไปแล้วพบว่า สามารถดึงดูให้คนเข้ามายัง Facebook Page ของคุณได้ดีกว่าโฆษณารูปแบบอื่น 


ซึ่งรูปแบบของ Facebook Ads แบบรูปภาพสามารถทำได้ทั้ง ภาพเดี่ยว (Single Photo) ทำได้ทั้งแบบแนวตั้ง แนวนอน และจตุรัส และอัลบั้มภาพ (Multiple Photo) มีให้เลือกทำได้ทั้งแบบอัลบั้ม 3 ภาพและ 4 ภาพขึ้นไป 

 

เทคนิคการเลือกใช้สื่อโฆษณาประเภท Photo : รูปแบบของ Facebook Ads แบบรูปภาพนั้น จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook โดยทั่วไปแล้วพบว่า สามารถดึงดูดให้คนเข้ามายัง Facebook Page ของคุณได้ดีกว่าโฆษณารูปแบบอื่น ฉะนั้นจึงเหมาะสำหรับวัตถุประสงค์ในการทำโฆษณา Facebook คือ Awareness และ Consideration ที่เป็น Traffic (หาคนเข้าไปยังช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น)  อ้างอิงจาก : https://www.facebook.com/business/ads/photo-ad-format# 

 

2. Video : Facebook Ads ที่เป็นวิดีโอนั้นเป็นรูปแบบที่ช่วยสร้างการปฏิสัมพันธ์ (Engagement) แก่ผู้คนได้ดีที่สุดในขณะนี้ ฉะนั้นหากคุณมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายของคุณในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ Comment, Like, Share หรือ Video View สิ่งนี้จะช่วยคัดกรองกลุ่มคนที่แสดงความสนใจในสินค้าและบริการของคุณได้ดีทีเดียว  


โดย Facebook Ads ที่เป็นวิดีโอสามารถเลือกปรากฏได้ 3 ช่องทางบน Facebook  ได้แก่ 

 

  • In-Stream : วิดีโอโฆษณาจะปรากฏขณะที่กลุ่มเป้าหมายกำลังดู Video Content บน Facebook 

 

  • Feed : วิดีโอโฆษณาจะปรากฏบน Feed ในหน้าแรกของ Facebook กับกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือก

 

  • Story : วิดีโอโฆษณาจะปรากฏใน Facebook Story หรือ Instagram Story

 

เทคนิคการเลือกใช้สื่อโฆษณาประเภท Video เพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้นด้วย 3 เทคนิค ดังนี้

 

  • Carousel ads ใน Instagram Stories : รู้หรือไม่ว่าตอนนี้คุณสามารถแสดงภาพหรือ Video สินค้าและบริการของคุณมากกว่าหนึ่งรายการแบบ Carousel ads ใน Instagram Stories ได้แล้ว ด้วยพฤติกรรมของคนที่ใช้ Instagram ส่วนใหญ่ ชื่นชอบการดู Instagram Stories สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถดึงดูดใจให้กลุ่มเป้าหมายคลิกดูสินค้าของคุณได้มากขึ้น

 

  • Collection Ads : ความสามารถของครีเอทีฟชนิดนี้คือ  คุณสามารถสร้างสรรค์โฆษณาได้หลากหลายมากขึ้น เพราะสามารถใส่ได้ทั้ง Video และรูปภาพในครั้งเดียว อีกทั้งยังสามารถกำหนดให้ลูกค้าเข้าไปศึกษารายละเอียดของสินค้าและบริการของคุณเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์, Landing Page หรือ Facebook Shop ของคุณ

 

  • Instant Experiences : หรือแต่เดิมเรียกว่า Canvas ซึ่งก็คือการสร้างสื่อโฆษณาที่มีความหลากหลายมากขึ้น ที่ทำได้ทั้ง Text, ภาพ, Video หรือข้อเสนอต่าง ๆ ให้กับสินค้าและบริการของคุณ นอกจากนั้นการสร้างสรรค์โฆษณาแบบ Instant Experiences นี้ สามารถเลือกเท็มเพลตให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของคุณได้อีกด้วย เช่น การสร้าง Storytelling ให้ผู้คนได้รับรู้เกี่ยวแบรนด์สินค้าหรือบริการของคุณ หรือการสร้าง Lookbook ให้ผู้คนสนุกและสร้างแรงบันดาลใจไปกับสินค้าของคุณ

 

3. Messenger : จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติของ Facebook เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ Facebook พบว่า “1.3 พันล้าน คือจำนวนของผู้คนที่ใช้ Messenger ต่อเดือน! ”เป็นที่ทราบกันดีว่าการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้คนที่มีต่อแบรนด์สินค้าหรือบริการ ในรูปแบบของการส่งข้อความสอบถามรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมนั้น ถือว่าคนกลุ่มนั้น ๆ มีโอกาสสูงมากที่จะซื้อสินค้าของคุณ ฉะนั้นการทำโฆษณาผ่านกล่องข้อความของ Messenger จึงถือว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น นอกจากนั้นคุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ของคุณเพิ่มเติมได้อีกด้วย

 

4. Playable : รูปแบบของโฆษณาออนไลน์บน Facebook Ads นี้ถูกสร้างมาให้สำหรับธุรกิจเกมออนไลน์ โดยคุณสามารถเลือกได้ว่าจะสร้างเพียง Video ตัวอย่างการเล่นของเกม หรือสร้างให้มีรูปแบบที่กลุ่มเป้าหมายสร้างทดลองเล่นก่อนจะติดตั้งได้ ดังนั้นโฆษณาในรูปแบบของ Playable นี้จึงเหมาะสำหรับวัตถุประสงค์แบบ Conversion ที่มุ่งหาคนเพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น เป็นต้น 

 

-Google Ads คืออะไร? รูปแบบของสื่อโฆษณาที่ใช้มีกี่ประเภท?

 

 

การทำ Google Ads คือการทำโฆษณาออนไลน์ที่ไปปรากฏยังหน้าแรกของ Google รวมถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เป็นพาร์ตเนอร์ของ Google เช่น Youtube ได้อีกด้วยโดยมีรูปแบบของสื่อโฆษณาที่สามารถทำได้ 3 รูปแบบคือ

 

1. Search Ads : ที่ให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏจากการค้นหาบน Google โดยคุณสามารถเลือก Keywords ที่กลุ่มเป้าหมายจำนวนมากมักจะมีพฤติกรรมการค้นหาคำเหล่านั้น หรือที่เรารู้จักกันชื่อเดิมว่า “Google Adwords” เทคนิคการเลือกใช้สื่อโฆษณาที่เป็น Text, Keywords นี้เหมาะสำหรับการหากลุ่มเป้าหมายโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การสร้าง Traffic จำนวนมากให้เว็บไซต์ของคุณ หัวใจสำคัญของการทำโฆษณาประเภทนี้คือ Keywords โดยคุณจะต้องวิเคราะห์และคาดการณ์ว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณมักจะมีพฤติกรรมการเสิร์ชคำว่าอะไร เมื่อมีความต้องการหรือสนใจในสินค้าและบริการประเภทเดียวกับธุรกิจของคุณ

 

โดยคุณสามารถใช้เครื่องมือที่ช่วยให้การเลือก Keywords ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ด้วย 2 เครื่องมือ คือ

 

  • Keywords Planner Planner : เครื่องมือนี้จะช่วยให้ค้นหาไอเดียในการสร้าง Keywords ให้ธุรกิจของคุณได้ อีกทั้งยังสามารถดูจำนวนและปริมาณการค้นหา Keywords ที่เป็นเป้าหมายของคุณ เทียบกับคำอื่น ๆ ที่ใกล้เคียง พร้อมงบประมาณค่าใช้จ่ายของ Keywords นั้น ๆ ต่อคลิก

 

  • Google Trend : เครื่องมือนี้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อดูกระแสความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่ว่านิยมเสิร์ชอะไรในช่วงระยะเวลานั้น ๆ

 

2. Banner Ads : ที่สามารถทำได้ทั้ง ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว (GIF File) ให้โฆษณาของคุณไปปรากฏบนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google 

 

เทคนิคการเลือกใช้สื่อโฆษณาที่เป็น Banner Ads นี้ เหมาะสำหรับการหากลุ่มเป้าหมายโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การสร้าง Awareness เพราะมีความหลากหลายของช่องทางที่จะปรากฏโฆษณาของคุณ โดยเคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยสร้าง CTR หรืออัตราการคลิกได้มากขึ้น คือ 1. การมี Call-to-Action บน Banner Ads ของคุณ เช่น สอบถามเพิ่มเติม, ซื้อเลย, คลิกเลย เป็นต้น 2. Banner Ads ที่เป็น GIF File เพราะภาพเคลื่อนไหวหรือมีการกะพริบไปมา ช่วยดึงดูดความสนใจของคนที่เห็นโฆษณาได้ดีกว่าภาพนิ่ง

 

3. Video Ads : นอกจากการทำโฆษณาแบบ GDN เพื่อไปปรากฏในเว็บไซต์ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google แล้ว การทำสื่อโฆษณาแบบวิดีโอผ่าน Google Ads ยังสามารถไปปรากฏบน Youtube ในรูปแบบของ Video ได้ด้วย โดยมี 4 รูปแบบของการสร้างสื่อโฆษณา ดังนี้  

 

  • Skippable Video Ads : คือ Video โฆษณาที่สามารถกดข้ามได้ หลังจากวิดีโอรันผ่านไป 5 วินาที

 

  • Non-Skippable Video Ads : คือ Video โฆษณาที่ไม่สามารถกดข้ามได้ โดยมีระยะเวลาของคลิปโฆษณาให้มีความยาวไม่เกิน 20 วินาที 

 

  • Bumper Ads : Video โฆษณาที่ปรากฏขึ้นขณะที่กลุ่มเป้าหมายกำลังดู Video ต่าง ๆ บน Youtube อยู่ เป็น Video โฆษณาขนาดสั้นที่ข้ามไม่ได้ความยาวไม่เกิน 6 วินาที

 

  • Overlay Ads : โฆษณาแบบรูปภาพหรือข้อความซ้อนทับกับ VDO ต่าง ๆ บน Youtube ที่ในส่วนล่าง 20% ของวิดีโอ

 

เทคนิคการเลือกใช้สื่อโฆษณาที่เป็น Video Ads นี้ โดยการทำโฆษณาออนไลน์บน YouTube ช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับผู้ที่สนใจสินค้าและบริการของคุณได้ ในระหว่างที่กลุ่มเป้าหมายจำนวนมากที่กำลังดู YouTube ที่พวกเขาชื่นชอบอยู่ เหมาะสำหรับวัตถุประสงค์ของแบรนด์ที่ต้องการสร้าง Awareness ช่วยเพิ่มยอด View ของ Video Ads ของคุณได้อีกด้วย

  

4. Product Shopping และ Showcase Shopping : และด้วยการเจริญเติบโตของ E-Commerce ทั่วโลก ซึ่งไปเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคที่มักซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น และหนึ่งพฤติกรรมสำคัญของคนส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบการ Shopping Online คือการเสิร์ชหาข้อมูลสินค้าที่คนเหล่านั้นต้องการจะซื้อหรือกำลังมีความสนใจอยู่ ดังนั้น จึงมีรูปแบบของ Google Ads เพิ่มขึ้นคือ Product Shopping และ Showcase Shopping ที่สามารถแสดงสินค้าของคุณพร้อมราคาและลิงก์ร้านค้าของคุณให้ปรากฏในหน้าแรกของ Google ผ่านการเสิร์ชคำนั้น ๆ ได้เลย ดังภาพ 

 

มาถึงตรงนี้หลายคนก็คงเริ่มเข้าใจรายละเอียดต่าง ๆ ของการทำโฆษณา Google กับ Facebook Ads กันแล้ว Readplanet จึงขอสรุปหลักการในการเลือกใช้ โฆษณาGoogle Ads กับ Facebook Ads ให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ดังนี้

 

 

1. การเลือกตามประเภทของธุรกิจ : ก่อนอื่นคือคุณต้องรู้ว่าธุรกิจของคุณเป็นแบบ B2B (Business to Business) หรือ B2C (Business to Customer) ซึ่งการทำโฆษณาออนไลน์ในยุคก่อนโควิดสัก 3-5 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำโฆษณาออนไลน์หลายคนแนะนำให้กลุ่ม B2B เน้นการทำ Google Ads เป็นหลัก เพราะลักษณะของธุรกิจประเภทนี้ต้องมีความน่าเชื่อ ซึ่งเครื่องมือสำคัญก็คือเว็บไซต์ การนำพากลุ่มเป้าหมายมายังเว็บไซต์ โดยธรรมชาติของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจที่เป็น B2B ต้องมีกระบวนการคิดและตัดสินใจมากกว่า B2C เพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ ของสินค้าและบริการ รวมถึงแบรนด์หรือบริษัทของคุณ แต่ในปัจจุบันปริมาณและพฤติกรรมของผู้คนที่ใช้งานออนไลน์เปลี่ยนไปและเพิ่มมากขึ้น ก็เลือกทำโฆษณาออนไลน์เพียงช่องทางเดียวอาจทำให้เสียโอกาส


Readyplanet จึงขอแนะนำกลวิธี Multi-Channel  เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายให้สามารถเข้าถึงแบรนด์ของคุณให้ได้มากขึ้น จึงควรเพิ่มช่องทางออนไลน์ของคุณให้มีความหลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น ทั้ง Website, Social Media และ E-Marketplace อ่านบทความที่เผยกลวิธี Multi-Channel ได้โดย คลิกที่นี่

 

โดยใช้การทำโฆษณาออนไลน์ทั้ง Google Ads กับ Facebook Ads ควบคู่กันไปในสัดส่วนที่ต่างกันในแต่ละประเภทธุรกิจ ตัวอย่างเช่น กลุ่มธุรกิจที่เป็น B2B อาจแบ่งสัดส่วนของงบโฆษณาไปที่  Google Ads เยอะกว่า Facebook Ads แบบ 80% -20% หรือ กลุ่มธุรกิจที่เป็น B2C ที่มีเว็บไซต์ของตัวเองแล้ว ก็อาจจะแบ่งสัดส่วน  Facebook Ads 80% และ Google Ads 20% เป็นต้น แต่ทั้งนี้อาจต้องศึกษาเพิ่มอีกครั้งว่าแท้จริงแล้วกลุ่มลูกค้าเป้าหมายค้นหาหรือพบเจอธุรกิจของคุณผ่านช่องทางใดมากกว่ากัน


เสริมจุดแข็งให้กลยุทธ์ Multi-Channel ทั้งจากเว็บไซต์และ Facebook Page ให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการทำโฆษณาออนไลน์ที่แม่นยำมากขึ้น ก็คือการทำ Retargeting Ads ที่ช่วยส่งสินค้าและบริการของคุณไปกระตุ้นลูกค้าที่เคยเข้าเว็บไซต์ของคุณแล้ว แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อสินค้านั้นให้ได้เจอกับโฆษณาสินค้านั้นอีกครั้ง ได้ทั้งบน Facebook และเว็บไซต์พาร์ตเนอร์ของ Google เป็นต้น

 
และเพื่อให้การทำโฆษณาออนไลน์ของคุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด Readyplanet ขอแนะนำ R-Dynamic ระบบโฆษณาแบบ Dynamic Retargeting คือเครื่องมือการสร้างโฆษณาออนไลน์แบบ Dynamic Retargeting ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการ Retargeting ทั่วไป ที่นอกจากจะช่วยให้โฆษณาของคุณติดตามลูกค้าเป็นรายบุคคลได้แล้ว ยังสามารถช่วยสร้างโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของลูกค้าแบบอัตโนมัติ (Automated Personalized Ads) ให้ส่งผ่านไปได้ยัง Facebook และ Google

 

2. การเลือกตามวัตถุประสงค์ของการทำโฆษณา : อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เกี่ยวกับเทคนิคในการเลือกใช้รูปแบบสื่อโฆษณาต่าง ๆ ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ในแต่ละแบบ ซึ่งสามารถจำแนกได้ตาม Marketing Funnel ได้ดังนี้

 

 

  • Awareness : สร้างการรับรู้ของแบรนด์หรือบริษัทของคุณกับกลุ่มเป้าหมายให้เลือกใช้ Facebook Ads ที่เป็นรูปภาพ และ Google Ads ที่เป็นรูปแบบของ Banner Ads

 

 

  • Consideration : เป็นช่วงที่กรองกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์กับโฆษณาของเรา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจในสินค้าและบริการของคุณ เลือกใช้ Facebook Ads ที่เป็น VDO Ads เพื่อดึงดูดใจให้กลุ่มเป้าหมายมาปฏิสัมพันธ์สินค้าและบริการของคุณมากขึ้น ประโยชน์ของการสร้าง Engagement คือคุณสามารถนำกลุ่มเป้าหมายนี้ไปทำ Retargeting หรือ Remarketing Ads ไปกระตุ้นใ้คนเหล่านี้กลับมาซื้อสินค้าของคุณได้อีกทางหนึ่งด้วย 

 

 

  • Evaluation หรือ Conversion : วัตถุประสงค์หลัก Evaluation หรือ Conversion นี้ก็เพื่อผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการกระทำบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การดาวน์โหลด หรือการคลิกเข้าเว็บไซต์ ฉะนั้น Facebook Ads ที่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์นี้คือ Messenger Ads และ Playable ส่วนฝั่งของ Google Ads นั้น โฆษณาที่เป็น Text, keywords Search หรือ Product Shopping และ Showcase Shopping ก็จะช่วยตอบสนองให้คนคลิกเข้ามายังเว็บไซต์และซื้อสินค้าของคุณได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ศึกษาเกี่ยวกับ Marketing Funnel ได้โดย คลิกที่นี่


3. การเลือกตามกลุ่มเป้าหมาย : ในวิธีการนี้ สำหรับ Google Ads ที่เป็น Banner และ VDO คุณจะต้องใช้ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่มีความแม่นยำ อาจเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “ลูกค้าของคุณเป็นใคร?” โดยการทำ Target Segmentation ว่าสัดส่วนของเพศเป็นยังไง อายุเท่าไหร่ อาศัยอยู่ที่ไหนบ้าง, อาชีพอะไร, รายได้เท่าไหร่, มีพฤติกรรมการใช้ออนไลน์อยู่บนแพลตฟอร์มไหนบ้าง Facebook หรือ Google มากกว่ากัน? , สนใจอะไรอยู่, มีปัญหาหรือความต้องการอะไร ที่สามารถเชื่อโยงกับสินค้าและบริการของคุณได้ เป็นต้น


ส่วน โฆษณาที่เป็น Text, keywords Search คุณสามารถใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์และเลือกคำค้นหาที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจคุณได้จาก Google Keywords Planner และ Google Treands ได้เลย

 

ส่วน Facebook Ads สามารถกำหนดและสร้างกลุ่มเป้าหมายให้คุณได้ 3 กลุ่มดังนี้

 

  • Core Audience เราจำเป็นต้องใส่ข้อมูลต่าง ๆ ของกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเองในระบบของการลงโฆษณา Facebook เช่น เพศ อายุ ที่อยู่ ความสนใจ หรือพฤติกรรมต่าง ๆ 

 

  • Custom Audience คือกลุ่มลูกค้าที่รู้จักธุรกิจของคุณอยู่แล้ว และคุณมีข้อมูลของลูกค้า ทั้ง เบอร์โทร อีเมล คนที่เคยเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ (จะต้องติดตั้ง Facebook Pixel Google Analytic แล้ว)  ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่รู้จักและสนใจธุรกิจของคุณอยู่แล้ว มากกว่าคนใหม่ในกลุ่ม Core Audience ฉะนั้น หากคุณมีงบโฆษณาออนไลน์จำกัด ก็ควรที่จะเอาเงินลงไปในส่วนนี้ก่อน

 

  • Lookalike Audience คือกลุ่มคนที่มีความคล้ายกลุ่มคนที่เป็น Custom Audience

 

ทั้งหมดนี้คือคำตอบของคำถามที่ว่า 1. “จะเริ่มทำออนไลน์ต้องเริ่มยังไง?” ก็คือเริ่มทำความรู้จักและทำความใจเกี่ยวกับโฆษณาออนไลน์ทั้งสองประเภทนี้ ว่ามีอะไรบ้าง เหมาะสำหรับธุรกิจของคุณในมุมไหน  2. “ทำโฆษณาGoogle หรือ ทำโฆษณาFacebook อันไหนดีกว่ากัน?” ซึ่งในยุคปัจจุบันเราแนะนำให้คุณทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป โดยแบ่งสัดส่วนประเภทธุรกิจที่เราได้กล่าวไปแล้วนั้น ที่สำคัญที่สุดคือการวัดผลทุกแคมเปญที่ทำ เพื่อนำไปวิเคราะห์และพัฒนาการทำโฆษณาออนไลน์ของคุณได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างน้อยที่สุดการวัดผลโฆษณาออนไลน์จะช่วยตอบคำถามนี้ได้ดีว่า “ทำ Google Ads หรือ Facebook Ads ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ” 

 


สำหรับผู้ประกอบการหรือนักการตลาดออนไลน์สนใจการทำโฆษณาไลน์ ที่ครอบคลุมทุกช่องทาง ไปพร้อมๆ กับการสอบถามและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการทำโฆษณาออนไลน์ กว่า 10 ปีของ Readyplanet เราขอแนะนำบริการ AdPro Dynamic บริการโฆษณาออนไลน์ ที่เชี่ยวชาญด้าน Optimization และ Automation

 

สำหรับผู้ที่สนใจบริการโฆษณา AdPro Dynamic สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดย คลิกที่นี่

 

 

Updated: 07 April 2021 | Produced by: Ploynaphat Wattanachodjirachai