กลยุทธ์การทำโฆษณาออนไลน์ให้ตรงใจผู้บริโภคปี 2021

แม้ในปี 2020 ที่ได้ผ่านไปแล้ว อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคาดหวัง ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคทำให้เศรษฐกิจและกิจกรรมการขายชะงักและชะลอตัวอย่างน่ากังวลใจ ต้นปี 2021 แบบนี้ถือเป็นโอกาสดีให้คุณได้ทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา รวมถึงวางแผนกลยุทธ์เพื่อปรับปรุงธุรกิจของคุณในโลกยุคใหม่ที่ใคร ๆ เรียกว่า New Normal ที่มุ่งเน้นไปในการทำออนไลน์มากขึ้น

ก่อนจะเข้าสู่กลยุทธ์การทำโฆษณาออนไลน์ให้ตรงใจผู้บริโภคปี 2021 Readyplanet ขอเกริ่นถึงหัวใจหลักของการทำการตลาดและการขายสินค้าออนไลน์ให้ได้ผลที่ดีกันก่อน 

 

ประการแรก คือการที่คุณต้องรู้ว่า “ใครคือลูกค้าของคุณ ?” สิ่งนี้ช่วยให้คุณสามารถวางแผนการตลาดไปยังช่องทางออนไลน์แต่ละแพลตฟอร์มที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของคุณสามารถพบเห็นสินค้าและบริการของคุณได้

 

ประการที่สอง คือ การเลือกช่องทางการขายหรือช่องทางการสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มของช่องทางออนไลน์ ทั้งทาง Social Media อย่าง Facebook และ Instagram, เว็บไซต์สำหรับขายสินค้าออนไลน์ ไปจนถึงช่องทาง E-Marketplace ต่าง ๆ ยังเหมาะกับประเภทธุรกิจไม่เหมือนกันอีกด้วย 

 

แพลตฟอร์มของช่องทางออนไลน์ มีทั้งข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนี้

 

1. ช่องทาง Social Media

 

 

ธรรมชาติของช่องทางนี้ พฤติกรรมของผู้ใช้งานจะเข้ามาเพื่อความบันเทิง ผ่อนคลาย และพบปะพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มคนที่มีความชอบความสนใจที่เหมือนกัน ฉะนั้น การขายสินค้าหรือการทำการตลาดออนไลน์บนช่องทางนี้ กลุ่มประเภทธุรกิจแบบ B2C ที่เน้นขายสินค้าให้รายย่อยแบบบุคคล ที่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าเป็นส่วนใหญ่

 

ข้อดีคือ 

 

  • ใช้งานง่าย ทั้งการทำ Content และการติดต่อพูดคุยกับลูกค้า

 

  • เหมาะสำหรับทำโฆษณาเพื่อหาลูกค้าใหม่

 

  • เหมาะกับกลุ่มธุรกิจ B2C เพราะลูกค้าที่อยู่ใน Social Media จะถูกกระตุ้นให้เกิดความต้องการซื้อสินค้าด้วยอารมณ์ เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น หรือเครื่องประดับสวย ๆ เป็นต้น ส่วน B2B ก็ยังสามารถทำโฆษณาผ่านช่องทางนี้ได้เหมือนกัน แต่อาจจะต้องปรับการสื่อสารหรือภาพแบนเนอร์ต่าง ๆ ให้เหมาะกับแพลตฟอร์มนี้ ให้ดูไม่เป็นทางการมากเกินไป

 

ข้อเสียคือ 

 

  • อัลกอริทึ่มของการทำโฆษณาFacebook เปลี่ยนแปลงบ่อย ต้องมีเวลาติดตามข่าวตลอด

 

  • การแข่งขันสูง ต้องมีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการแคมเปญโฆษณา

 

  • ต้องคอยศึกษาอยู่ตลอดเวลาว่าการทำ Creative แบบไหนที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย

 

  • ต้องหาแอดมินที่มีทักษะในการสื่อสารที่ดีและสามารถขายสินค้าและบริการของคุณได้

 

2. ช่องทาง Website ขายของออนไลน์

 

หลายคนเปรียบเว็บไซต์เป็นเสมือนบ้าน เป็นสำนักงาน ถิ่นฐานที่ตั้งอาศัย ฉะนั้น การมีเว็บไซต์จะช่วยยืนยันการมีตัวตนจริงบนโลกออนไลน์ของคุณได้ 

 

ข้อดีคือ  

 

  • สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจคุณ เพราะสามารถใส่ข้อมูลที่เป็นทางการของธุรกิจคุณได้ในหน้าเว็บไซต์

 

  • สร้าง Brand Loyalty ให้ลูกค้าหรือผู้ที่สนใจกลับมาซื้อซ้ำได้ง่าย ด้วยเทคนิคการทำโฆษณา Google และ Facebook

 

  • ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลธุรกิจ หรือสินค้าของคุณผ่าน Google ที่เป็น Search Engine ได้ง่ายขึ้น

 

  • สามารถเชื่อมต่อระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีได้ เช่น ระบบ CRM, ระบบ Dynamic Retargeting หรือ Google Analytics เพื่อวิเคราห์พฤติกรรมลูกค้าของคุณได้

 

  • ไม่เสียส่วนแบ่งจากการขาย

 

ข้อเสีย

 

  • การทำ Content บนเว็บไซต์อาจมีความยุ่งยากมากกว่าบน Social Media

 

  • ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้เอง ต้องใช้การทำโฆษณาออนไลน์ ทั้ง การทำโฆษณา Google และ Facebook เพื่อดึงคนเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ

 

  • ต้องการใช้บุคลากรเฉพาะด้าน เช่น เว็บมาสเตอร์, UX UI Design เพื่อจัดการเว็บไซต์ให้เสถียรและสวยงามใช้งานง่าย

 

3. ช่องทาง E-Marketplace

 

จุดเด่นและข้อดีที่สำคัญของช่องทางนี้เลยก็คือ การมี Traffic จำนวนมากเข้ามาในแต่ละวัน แม้สิ่งนั้นจะหมายถึงโอกาสการขายที่มากตาม แต่คุณก็ต้องแลกมาด้วยค่า Commission ในการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ใช้งาน ฉะนั้น การเข้าใจลูกค้าตัวจริงของคุณและเข้าใจธุรกิจของคุณว่าเป็นประเภท B2B หรือ B2C ก่อนเป็นอันดับแรก ๆ ก็จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนเรื่องช่องทางการขายและการทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น และเมื่อเรากำลังพูดกันถึงเรื่องกลยุทธ์การทำโฆษณาออนไลน์ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “วัตถุประสงค์” ในการทำโฆษณา ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้คุณเห็นภาพของวัตถุประสงค์สำคัญ 3 อย่างของการทำโฆษณาได้มากขึ้นก็คือ Marketing Funnel

 


อย่างที่ทราบกันดีว่า ลูกค้าของธุรกิจ B2B นั้นกว่าจะผ่านแต่ละขั้นตอนของ Funnel นั้น มีความจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการนานกว่ากลุ่ม B2C แม้เราจะแบ่ง Funnel ออกเป็น 6 ช่วง คือ Awareness > Interest > Consideration > Intent > Evaluation > Buy 

 

แต่ในกลุ่ม B2C จะใช้เวลาบางส่วนของ Funnel ควบคู่ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อลูกค้ากลุ่ม B2C เห็นสินค้าหรือบริการของคุณ เมื่อศึกษาหาข้อมูลของสินค้า ดูรีวิวสินค้าและเช็คราคาจนมั่นใจแล้วก็ตัดสินใจซื้อ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่ม B2B ที่การตัดสินใจซื้อจะต้องมีหลายคนหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ใช้ข้อมูลหลายมิติในการตัดสินใจจึงทำให้ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการอะไรแต่ละครั้งใช้เวลาค่อนข้างนาน

 

ฉะนั้น เมื่อคุณทราบว่าคุณคือใคร และใครคือลูกค้าของคุณแล้วเราลองมาดูว่าในแต่ละช่วงของ Funnel นั้น เราควรใช้เครื่องมือและกลยุทธ์การทำโฆษณาออนไลน์อย่างไรให้ตรงจุดและตรงใจลูกค้าของคุณมากที่สุด 

 

Readyplanet จะมาแชร์กลยุทธ์การทำโฆษณาออนไลน์ให้ตรงใจผู้บริโภคปี 2021 ที่เราเลือกมาแล้วว่าช่วยให้คุณจัดการกลุ่มเป้าหมายในแต่ละ Funnel ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

1. Multi-Channel Marketing กลยุทธ์ที่ใช้สำหรับ Top of the Marketing Funnel 

 

ช่วงบนสุดของ Marketing Funnel คือ Awareness และ Interest  เป็นช่วงสร้างการรับรู้ของแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ให้ครอบคลุมมากที่สุด เพราะปี 2021 ที่กำลังจะมาถึงนี้ การแข่งขันในโลกออนไลน์ย่อมดุเดือดมากขึ้นแน่นอน ฉะนั้น การทำการตลาดออนไลน์ช่องทางเดียวอาจะไม่สำเร็จเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายให้สามารถเข้าถึงแบรนด์ของคุณให้ได้มากขึ้น จึงควรเพิ่มช่องทางออนไลน์ของคุณให้มีความหลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น ทั้ง Website, Social Media และ E-Marketplace

 

กลยุทธ์การทำโฆษณาใน Funnel นี้ ได้แก่

 

  • ทำโฆษณา Google Ads

 

  • ทำโฆษณา Facebook Ads

 

1.1 Website ในหลายปีที่ผ่านมา เว็บไซต์อาจะเป็นช่องทางที่ดีของประเภทธุรกิจ B2B เพราะช่วยสร้างความน่าเชื่อให้ธุรกิจของคุณได้ แต่ในปีหน้า เราเชื่อว่า การมีเว็บไซต์ไว้ให้ธุรกิจของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นประเภทธุรกิจ B2B หรือ B2C ย่อมเป็นทางเลือกที่ดี

 

สำหรับกลุ่มธุรกิจ  B2C เราขอแนะนำให้มีเว็บไซต์ที่มีระบบตะกร้าสินค้า ที่สามารถขายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของคุณได้เลย ก็จะช่วยให้คุณสามารถขายสินค้าได้ทันทีในแพลตฟอร์มเดียว แต่การมีเว็บไซต์ของตัวเองนั้นไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้เอง จึงมีความจำเป็นต้องทำโฆษณาออนไลน์เพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายเข้ามายังเว็บไซต์เพื่อซื้อสินค้าของคุณ ซึ่งวิธีการทำโฆษณาออนไลน์นั้นสามารถทำได้ทั้ง Facebook และ Google 

 

ในช่วงบนสุดของ Funnel นั้น สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดก็คือ Traffic ที่หลั่งไหลกันเข้ายังเว็บไซต์จำนวนมาก ซึ่งในการทำโฆษณา Google Ads นั้นสามารถทำได้ทั้งการใช้ซื้อ Keywords เพื่อให้ลูกค้าของคุณเสิร์ชหาคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ แล้วเจอเว็บไซต์คุณในหน้าแรกของ Google หรือการทำ Google Display Ads ที่จะนำส่งโฆษณาสินค้าของคุณไปโชว์ในหน้าเว็บไซต์ที่เป็นพาร์ตเนอร์กับ Google เป็นต้น 

 

Readyplanet ขอแนะนำให้คุณใช้ AdPro Dynamic - Google  ที่ผสานความเชี่ยวชาญของผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำ Google Ads กับ เทคโนโลยี AI อัจฉริยะ ที่เหนือกว่าโฆษณาออนไลน์ทั่วไป สามารถใช้งบโฆษณาได้อย่างคุ้มค่า เข้าถึงเฉพาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ใช่ และลดการแสดงโฆษณากับคนที่ไม่สนใจ เพิ่มโอกาสเปลี่ยนจากการค้นหาหรือยอดคลิกให้เป็นยอดขายได้ลูกค้าจริงมากกว่าเดิม

 

1.2 Social Media ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่องทางหลักที่หลายธุรกิจนิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ Facebook Page เพราะนอกจากแพลตฟอร์มนี้จะสามารถทำ Content Marketing เพื่อสื่อสารเรื่องคุณสมบัติของสินค้าที่เป็นจุดแข็งหรือโปรโมชั่นพิเศษ ๆ ให้กับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายบน Facebook Page พร้อมกับปิดการขายได้ใน massenger ได้เลย

 

ซึ่งวัตถุประสงค์ของ Facebook Ads มีด้วยกันอยู่ 3 ข้อคือ

 

 

  • Awareness คือการสร้างการรับรู้ ซึ่งการเลือก Brand Awareness จะเป็นการมุ่งเน้นเพื่อสร้างการรับรู้ของธุรกิจคุณ ส่วน Reach จะเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ

 

  • Consideration คือการมุ่งหาคนที่มีความสนใจในมิติต่าง ๆ เช่น Traffic (หาคนเข้าไปยังช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น) Engagement (หาคนที่สนใจการปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจเรา), Video Views (คนที่สนใจการดูวิดีโอ), Lead Generation (หาคนที่สนใจการให้รายชื่อ), Messages (หาคนที่ชอบ inbox เข้าไปพูดคุยสอบถาม)

 

  • Conversion คือการมุ่งหาคนที่เคยคลิกสั่งซื้อบนเว็บไซต์หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น

 

สำหรับกลุ่มธุรกิจ B2B เราแนะนำว่าให้คุณใช้วัตถุประสงค์ Brand Awareness ควบคู่กับกับ Traffic เพื่อช่วยในเรื่องของการดึงกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในการทำ Retargeting Ads ที่แม่นยำขึ้นในครั้งต่อไป 

 

ส่วนกลุ่มธุรกิจ B2C ที่มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการขายและยังไม่มีเว็บไซต์ เราแนะนำให้เลือก Engagement และ Messages โดยไม่มีความจำเป็นต้องทำ Brand Awareness ก็ได้ถ้าแบรนด์หรือธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว แต่ถ้าเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เราแนะนำให้ทำ Brand Awareness คู่กันไปด้วยก็จะได้ผลดีกว่า

 

1.3 E-Marketplace เพราะข้อดีของการเปิดร้านค้าออนไลน์บน E- Marketplace สำหรับกลุ่มเป็นประเภทธุรกิจแบบ B2C นั่นก็คือ Traffic จำนวนมาก ฉะนั้น การสร้างช่องการขายทางผ่านแพลตฟอร์มของ E- Marketplace จะช่วยเพิ่มการรับรู้สินค้าและบริการของคุณได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาออนไลน์ แต่คุณอาจจะต้องแลกด้วยค่า Commission ในการขายสินค้า

 

เสริมจุดแข็งให้กลยุทธ์ Multi-Channel Marketing ทั้งจากเว็บไซต์และ Facebook Page ให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการทำโฆษณาออนไลน์ที่แม่นยำมากขึ้น คือการทำ Retargeting Ads ที่นับเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งสินค้าและบริการของคุณไปกระตุ้นลูกค้าที่เคยเข้าเว็บไซต์ของคุณแล้ว แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อสินค้านั้นให้ได้เจอกับโฆษณาสินค้านั้นอีกครั้ง ได้ทั้งบน Facebook และเว็บไซต์พาร์ตเนอร์ของ Google เป็นต้น

 

Readyplanet ขอแนะนำ R-Dynamic ระบบโฆษณา dynamic retargeting แบบอัตโนมัติ คือเครื่องมือการสร้างโฆษณาออนไลน์แบบ Dynamic Retargeting ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการ Retargeting ทั่วไป ที่นอกจากจะช่วยให้โฆษณาของคุณติดตามลูกค้าเป็นรายบุคคลได้แล้ว ยังสามารถช่วยสร้างโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของลูกค้าแบบอัตโนมัติ (Automated Personalized Ads) ให้ส่งผ่านไปได้ยัง Facebook และ Google

 

 

2. Data Driven กลยุทธ์ที่ใช้สำหรับ Middle of the Funnel

 

ช่วงกลางของ Marketing Funnel คือ Interest และ Consideration เป็นช่วงที่คุณต้องสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ที่มีโอกาสจะเป็นลูกค้าของคุณ โดยใช้หัวใจหลักของความสำเร็จในหลายธุรกิจทั่วโลก ก็คือ “Data หรือข้อมูลลูกค้า” มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารกับลูกค้าให้ตรงจุดตรงใจ เพื่อก้าวเข้าสู่ Funnel ของการปิดการขายได้ง่ายขึ้น

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Readyplanet มีบทความเกี่ยวกับ กลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการใช้ข้อมูล (Data-Driven Strategy) ซึ่งคุณสามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้โดย คลิกที่นี่ เพื่อแชร์ตัวอย่างดี ๆ ของวิธีการใช้ Data เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้ดียิ่งขึ้นในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญของกลยุทธ์นี้ ได้แก่

 

2.1 ระบบ CRM ที่ดี อย่างที่เรากล่าวไปในข้างต้นว่า Data หรือข้อมูลลูกค้า เสมือนเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ในช่วงกลางของ Marketing Funnel ที่ต้องอาศัยการสร้างความสัมพันธ์และการนำเสนอข้อมูลสินค้าธุรกิจในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น อาทิ จุดแข็งของสินค้าของเมื่อเทียบกับคู่แข่ง, สินค้าของคุณสามารถแก้ไขปัญหาของลูกค้าในแง่มุมใดบ้าง, สิทธิประโยชน์ที่คุณจะมอบให้ลูกค้าของคุณที่พิเศษยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่ง ข้อมูลที่จะช่วยเสริมความมั่นใจในการซื้อของลูกค้าในแง่มุมต่าง ๆ  ความเห็นของคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ เป็นต้น

 

Readyplanet ขอแนะนำ R-CRM แพลตฟอร์มบริหารทีมขาย ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจไทย เครื่องมือสำคัญของผู้บริหารในยุคที่ต้องใช้ Data-Driven ในการตัดสินใจการขับเคลื่อนธุรกิจ นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการลูกค้า งานขายและการตลาด ที่ตอบโจทย์สำหรับองค์กรที่มีทีมขาย รวมถึงการโฆษณาออนไลน์ ในธุรกิจที่ต้องนำเสนอขายกับลูกค้าที่ต้องใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจ R-CRM ช่วยให้ทีมขายสามารถติดตามงานขายในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบ วัดผลได้ มีสถิติสำคัญสำหรับหัวหน้าทีมขายเพื่อบรรลุเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น

 

 

 

ยิ่งในกลุ่มธุรกิจประเภท B2B ระบบ CRM ถือเป็นตัวช่วยที่สำคัญ เพราะการจะมีข้อมูลในเชิงลึกของลูกค้าได้นั้น จะต้องมีการทำรีเสิร์ชและต้องเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ในในระบบ CRM ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อ พูดคุยหรือการเสนอขายลูกค้าแต่ละครั้ง พนักงานขายจะต้องเก็บข้อมูลนั้นๆ ไว้ในระบบอย่างละเอียด เพื่อเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ความต้องการและปัญหาลูกค้า เพื่อนำไปสร้างกลยุทธ์นำเสนอขายที่ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

 

 

2.2 Content Marketing การสร้าง Content Marketing ที่ได้ผลดีที่สุด คือการมี Insight ของลูกค้าทั้งในแง่มุมของ Customer Jurney (เส้นทางการหาข้อมูลไปจนตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้า) และข้อมูลที่ลูกค้าต้องการทราบและหาคำตอบ เพื่อนำไปวางไปตามจุดของเส้นทางที่ลูกค้าเดินทางก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งในส่วนกลางของ Funnel นั้น การทำ Content ที่ตอบโจทย์กลุ่มลุกค้ามากที่สุด คือ Content ที่นำเสนอเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าการตัดสินใจซื้อสินค้ากับคุณในครั้งนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องและได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น Comparison Content ที่ช่วยลูกค้าเปรียบเทียบข้อดีต่าง ๆ ที่สินค้าคุณมีมากกว่าเจ้าอื่น ซึ่งอาจหมายรวมเรื่องราคาที่ถูกกว่า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าอีกด้วย ในกลุ่มของประเภทธุรกิจ B2C การมี Content รีวิวสินค้าจากลูกค้าจริงหรือคนที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจของลูกค้า เช่นกลุ่ม Influencer, Blogger หรือ Youtuber ก็ถือว่าเป็น Content ที่สามารถช่วยให้ลูกค้ากลุ่มนี้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

 

ฉะนั้น กลยุทธ์การทำโฆษณาออนไลน์ในช่วงกลางของ Funnel นี้ ในส่วนของการทำโฆษณา Google นั้น เราแนะนำให้คุณทำ Google Display Ads หรือถ้าคุณมี VDO Content ก็สามารถเลือกสร้างแคมเปญที่เป็น VDO View ได้ เพราะข้อดีคือ คุณสามารถเลือกแสดงโฆษณาบนช่องทางยอดนิยมอย่าง Youtube ได้ 

 

2.3 Google My Business เครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณแสดงผลบน Google Maps โดยคุณสามารถสร้างโปรไฟล์สำหรับร้านค้าออนไลน์หรือธุรกิจของคุณได้ โดย Google จะช่วยแสดงผลการค้นหาได้ทั้งข้อมูลธุรกิจของคุณ คำอธิบายสินค้าและบริการ ช่องทางติดต่อ สถานที่ตั้งผ่าน Google Search และ Google Map ได้แบบฟรี ๆ อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจคุณ แน่นอนว่าเมื่อทำเว็บไซต์ให้ค้นเจอได้ง่าย คุณก็มีโอกาสสร้างยอดขาย และเป็นที่รู้จักได้มากขึ้น

 

หากคุณเริ่มสนใจ Google My Business สามารถอ่านบทความเพื่อทำความเข้าใจการทำงานและวิธีการสมัครได้ในบทความนี้ เมื่อสร้างเว็บไซต์แล้ว ต้องทำให้คนเจอได้ง่าย ๆ เพียงลงทะเบียน Google My Business ก็สามารถมีธุรกิจบน Google Maps ได้โดย คลิกที่นี่ 

 

2.4 การทำ Dynamic Retargeting Ads ที่ช่วยส่งโฆษณาของสินค้าและบริการที่แต่ละคนสนใจ ให้ไปกระตุ้นเตือนความต้องการของลูกค้าคนนั้นๆ และกลับมาซื้อสินค้าของคุณอีกครั้ง โดยข้อดีของการทำ Dynamic Retargeting Ads นั้นคือ สามารถสร้างโฆษณาติดตามรายบุคคลแบบอัตโนมัติ (Automated Personalized Ads) ไปยังเป้าหมายที่เคยเข้ามาดูสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์ ด้วยโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ ทำให้เป้าหมายแต่ละคนจะเห็นโฆษณาที่แตกต่างกัน แต่ตรงใจมากขึ้น เครื่องมือนี้เหมาะสำหรับธุรกิจ B2C ที่เป็น E-Commerce เต็มตัว เป็นธุรกิจที่มีสินค้าหรือบริการหลากหลายชนิดอยู่บนเว็บไซต์หลายๆ หน้า เพราะข้อดีของการทำ Dynamic Retarketing คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบของโฆษณาแบบอัตโนมัติ เพื่อนำส่งสินค้าและบริการที่เหมาะสมให้แก่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ อ่านบทความเกี่ยวกับการทำ Retargeting และ Dynamic Retargeting ได้โดย คลิกที่นี่ 

 

3. Customer Experience กลยุทธ์ที่ใช้สำหรับ Bottom of the Funnel

 

ช่วงล่างสุดของ Marketing Funnel คือ Evaluation และ Buy เป็นช่วงที่คุณจะต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลและตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้า หรือการมอบสิทธิพิเศษเพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ไปจนกระทั่งการปิดการขาย

 

โดยข้อมูลจาก Forbes กล่าวว่า “นักการตลาดในยุโรปเห็นว่าการปรับปรุง Customer Experience เป็นลำดับความสำคัญทางธุรกิจอันดับต้น ๆ ของ บริษัท เพิ่มขึ้นจาก 26% ในปี 2019 เป็น 46% ในปี 2020” 

 

แม้ลูกค้ากลุ่มประเภทธุรกิจ B2B จะมีระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องผ่านหลายกระบวนการและบุคคลหลายฝ่ายในการตัดสินใจซื้อ แต่ก็ใช่ว่าลูกค้ากลุ่ม B2C จะตัดสินใจง่ายและรวดเร็วกว่ามากนัก เพราะแนวโน้มของการตัดสินใจซื้อของลูกค้ากลุ่ม B2C ในปี 2021 มีทิศทางที่จะใช้เวลาและข้อมูลจำนวนมากในการตัดสินใจซื้อสินค้าแต่ครั้งเช่นกัน ฉะนั้น การตอบคำถามหรือให้ข้อมูลต่าง ๆ ได้รวดเร็วตามความคาดหวังของลูกค้านับเป็นเรื่องสำคัญ 

 

เครื่องมือที่ใช้ในกลยุทธ์นี้ ได้แก่

 

 

 

3.1 Live Chat เครื่องมือสื่อสารที่คุณเพิ่มลงบนหน้าเว็บไซต์ของคุณ ช่วยให้ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ของคุณสามารถพูดคุยโต้ตอบและสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ ได้ นอกจากนั้น ระบบ Live Chat ยังสามารถเซ็ตระบบตอบกลับอัตโนมัติได้ในเวลาที่ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยตอบลูกค้าอยู่หน้าเว็บไซต์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่มากขึ้น Live Chat หรือระบบตอบกลับอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาในการรอการบริการลูกค้า นอกจากนี้ยังจะช่วยอำนวยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณและลูกค้า 

 

Readyplanet ขอแนะนำ Chatday ช่องทางสำหรับพูดคุยกับลูกค้าบนเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย ที่เปิดให้ใช้งานฟรี ติดตั้งได้ทันทีบนเว็บไซต์ของคุณ (ผ่าน R-Widget) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการระบบแชทบนหน้าเว็บไซต์โดยเฉพาะ และทำงานร่วมกับ R-CRM ระบบจัดการข้อมูลลูกค้า สร้าง Reports สถิติต่าง ๆ และ Export เป็นไฟล์ Excel ได้

 

3.2 ระบบ CRM ในกลุ่มประเภทธุรกิจแบบ B2B การมี Live Chat ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ CRM ได้ จะยังมีประโยชน์ในเรื่องของการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปวิเคราะห์แผนการขาย และสามารถนำไปทำโฆษณาออนไลน์ได้อีกด้วย Readyplanet เองก็มี Chatday ที่เป็นระบบแชทบนหน้าเว็บไซต์ ส่วนขยายที่สำคัญของ Readyplanet Marketing Platform และให้เปิดให้ใช้งานฟรี! 

 

กลุ่มคนที่อยู่ในช่วงล่างสุดของ Marketing Funnel นั้น ถือเป็นลูกค้าตัวจริงเพราะคุณสามารถปิดการได้ ฉะนั้น คุณสามารถนำข้อมูลของลูกค้าที่เกิดการซื้อขายจริง มาทำ Custom Audience บน Facebook Ads เพื่อให้กลุ่มลูกค้าตัวจริงของธุรกิจเห็นสินค้าและบริการใหม่ ๆ หรือแม้กระทั่งโปรโมชั่นใหม่ของคุณได้บน Facebook อีกช่องทางหนึ่ง แต่เว็บไซต์ของคุณจะต้องติดตั้ง Facebook Pixel และ Google Analytic แล้วเท่านั้นถึงจะทำได้

 

3.3 Custom Audience & Lookalike Audience นอกจากนั้น หากคุณต้องการเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ การนำข้อมูลของลูกค้าจริง โดยตั้งต้นจากการทำ Custom Audience ยังสามารถทำ Look Alike Audience เพื่อสร้างกลุ่มเป้าหมายที่มีความเหมือนกับลูกค้าตัวจริงของคุณ

 

3.4 Retargeting Ads หากคุณมีสินค้าและบริการใหม่ ๆ หรือเป็นสินค้าที่คาดว่ากลุ่มลูกค้าเดิมน่าจะชอบและสนใจ การทำ Retargeting Ads ของคุณก็จะแม่นยำและได้ผลลัพธ์ที่้ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

 

เราเชื่อว่าในปี 2021 นี้ การทำธุรกิจจะกลายเป็น Digital Red Ocean คือทุกธุรกิจจะเข้ามาแข่งขันในโลกของออนไลน์อย่างดุเดือด การทำโฆษณาออนไลน์แบบเดิม ๆ ที่ไม่มีกลยุทธ์และเครื่องมือที่ดี อาจทำให้คุณต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ฉะนั้น การเตรียมตัวรับมือและเริ่มวางแผนกลยุทธ์การทำโฆษณาออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแก่นสำคัญก็คือ “ใครรู้ใจและนำเสนอสินค้าได้ตรงใจลูกค้ามากว่า...คือผู้ชนะ”

 

Readyplanet ขอแนะนำ นวัตกรรมที่เราพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การทำโฆษณาออนไลน์ให้ได้ประสิทธิภาพดีและตรงใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในปี 2021 นี้ พร้อมให้คำปรึกษา โดย Advertising Specialist ที่พร้อมบริหารแคมเปญโฆษณาของคุณด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญเชิงลึก จากประสบการณ์ในการดูแลลูกค้าจากหลากหลายอุตสาหกรรมมากกว่า 10 ปี ทั้งด้านการวางแผนโฆษณา และนำ Customer Insights ของธุรกิจคุณ มาใช้เพื่อสร้างเป็นโฆษณาที่ลูกค้าชอบ และตรงใจมากขึ้นเพื่อให้ธุรกิจได้ลูกค้าตัวจริง! ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่ 

 

 

Updated: 15 December 2020 | Produced by: Dujnapa Chauthamcharoen