Facebook 101 รวมทุกอย่างที่ SMEs ควรรู้

แพลตฟอร์มยอดนิยมในการทำการตลาดออนไลน์คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก Facebook Fanpage นั่นเอง ข้อมูลอ้างอิงจาก Hootsuit ระบุว่าผู้ใช้งาน Facebook เป็นจำนวน 2.74 ล้านต่อเดือนในปี 2021 นี้ ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 12% จากช่วงเดือนกันยายนปี 2019 เลยทีเดียว และยังมียอดดาวน์โหลดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 แพ้ให้กับแอปพลิเคชัน TikTok ที่มาแรงไปแค่อันดับเดียวเท่านั้น ด้วยความที่เป็นหนึ่งในโซเชียลมีเดียที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงกับกลุ่มคนที่หลากหลายช่วงวัย จึงไม่แปลกที่ยังคงมียอดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ Readyplanet จะมาอัปเดตจัดเต็มให้ผู้ประกอบการ SMEs กันว่า Facebook มีอะไรอัปเดตบ้างในปีนี้ รวมถึงเจ้าของธุรกิจมือใหม่ที่อยากทำความเข้าใจกับแพลตฟอร์มนี้เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และวางแผนการตลาดออนไลน์ให้ทันก่อนใคร สามารถอ่านบทความเพื่อเติมเรื่องกลยุทธ์การทำโฆษณาให้ตรงใจผู้บริโภคได้โดย คลิกที่นี่

 

Facebook ปรับใหม่ อัปเดตให้ไว! มาเริ่มกันที่ฟังก์ชันหรือเทรนด์ในการใช้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook ปีนี้มีอะไรอัปเดตหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรกันบ้าง?

 

 

  • เอาปุ่ม Like ออก เน้น Follower เริ่มต้นไปเมื่อเดือนมกราคม ที่ทางเฟซบุ๊กได้เอาปุ่ม Like ออก เพื่อให้ผู้ติดตามเพจสามารถเชื่อมต่อกับเพจได้ง่ายขึ้น ทางแบรนด์จึงต้องเริ่มคิดแล้วว่ายอดไลก์ตอนนี้จำเป็นจริง ๆ หรือไม่

 

  • ใช้ภาพโฆษณาไม่จำกัด Text 20% แล้ว อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกที่หลายคนเจอคือ Facebook มักจำกัด Text หรือข้อความในภาพไม่เกิน 20% ของภาพ ทำให้บางครั้งการันโฆษณามีปัญหา หรือโดนปิดโฆษณาทั้งที่กำลังได้ลูกค้าเลย ดังนั้นแบรนด์สามารถจัดวางข้อความหรือครีเอทได้มากขึ้น แต่อาจจะต้องให้ผู้เชี่ยชาญคอยจัดการให้ว่า การเข้าถึงลดลงหรือ CPC (Cost Per Click) แพงขึ้นหรือไม่

 

  

  • จัดการ ธุรกิจผ่าน Facebook Business Suite ฟีเจอร์ใหม่ที่มีเปิดใช้งานไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสร้างธุรกิจออนไลน์ ด้วยการจัดการเพจและอื่น ๆ ผ่านแอปพลิเคชั่น สะดวกทั้ง Facebook และ Instagram

 

 

  •  คนเริ่มหันมาสนใจ Facebook Groups มากขึ้น เป็นหนึ่งในฟังก์ชันของ Facebook ที่หลายคนคุ้นเคย ช่วงนี้จะเห็นได้ว่ามีกรุ๊ปเกิดใหม่ค่อนข้างเยอะมาก และเนื้อหาเหล่านั้นได้สร้างความน่าสนใจหรือบางครั้งเป็น Viral ให้เลยทีเดียว การสร้าง Groups จึงเปรียบเหมือน Community ที่แบรนด์อาจจะหยิบจับ Insights ของคนเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสินค้าหรือบริการได้เช่นกัน

 

  

  • Live กำลังมาแรง โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs หรือผู้ประกอบการรายย่อยที่หันมาทำ Live Facebook สร้างจุดเด่นในการเรียกลูกค้า เช่นมีเทคนิคการพูด หรือมีอุปกรณ์ต่าง ๆ เสริมระหว่างไลฟ์ให้น่าสนใจ หยิบจับมาใช้หลากหลายประเภทธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร แฟชั่น บริการ หรือแม้แต่กิจกรรมใหญ่ ๆ ของแบรนด์เองก็ตาม
 

รวมคำศัพท์เบื้องต้นเกี่ยวกับโฆษณา Facebook ที่ SMEs ต้องรู้

 

แน่นอนว่าการทำธุรกิจผ่าน Facebook ย่อมต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (Target) อย่างถูกต้องเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจ และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้าตามหลักของ Customer Jouney การทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นสินค้าหรือบริการได้คือการบูทโฆษณานั่นเอง ไม่ว่าคุณจะเริ่มเรียนรู้การลงโฆษณาเองหรือจ้างเอเจนซี่ที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ ควรต้องทำความเข้าใจศัพท์เหล่านี้กันก่อน

 

  

  • Reach : จำนวนคนหรือจำนวน users ที่เห็นโฆษณาของเรา โดยไม่ว่าจะเห็นโฆษณานั้นกี่ครั้งก็จะนับเป็น 1 Reach เท่านั้น การกำหนดกลุ่มเป้าหมายและจำนวนเงินที่ใช้โฆษณาจึงมีผลต่อ Reach เช่นกัน 

 

  

  • Impression : คือจำนวนครั้งที่เห็นโพสต์หรือโฆษณานั้น ๆ และนับรวมถึงการมองเห็นซ้ำ ๆ แม้เป็นการดูผ่าน User คนเดิมหรือ Browser เดิมก็ตาม ทำให้ยอด Impression จะสูงกว่ายอด Reach

 

  

  • Engagement : คือ การกระทำหรือการตอบสนองใด ๆ ก็ตามที่คนเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการกดไลก์ กดปุ่ม Emotion ต่าง ๆ คอมเมนต์ แชร์ รวมถึงการคลิกดูส่วนอื่น ๆ ของโพสต์หรือโฆษณานั้น ถ้าหากวัตถุประสงค์ของการสร้างโฆษณาคือให้คนมามีส่วนร่วม เท่ากับว่ายอด Engagement สูงจะยิ่งดี

 

 

  • CTR : หรือเรียกเต็ม ๆ คือ Click Through Rate ซึ่งก็คืออัตราการคลิกต่อจำนวนการมองเห็น ใช้เพื่อวัดว่าอัตราการคลิกโฆษณาหรือเว็บไซต์ปลายทาง รวมถึง market place นั้น น่าสนใจมากแค่ไหน วิธีคำนวณง่าย ๆ คือ ยอด Click หาร Impression x 100 

 

  • Video Views : จัดเป็นอีกหนึ่งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยวัดจากยอด Views ในการดูวิดิโอ ซึ่งจะมีแบ่งว่าดูวิดิโอจนจบสมบูรณ์เท่าไหร่ หรือดูวิดิโอภายในกี่วิไปจำนวนเท่าไหร่ เพื่อบอกว่า Video Content ของเราน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน

 

ซึ่งผู้ประกอบการหลายท่านไม่ได้มีแค่แพลตฟอร์มเฟซบุ๊กอย่างเดียวแน่นอน แต่จะมีอีกหลาย ๆ ช่องทางเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Line, Instagram หรือ Website ธุรกิจ แล้วถ้าคุณใช้ช่องทางหลักอย่าง Facebook พากลุ่มเป้าหมายไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสการขายได้มากแค่ไหน? เราขอยกตัวอย่างกรณีของเว็บไซต์ เมื่อธุรกิจหรือบริการมีการจัดโปรโมชันและต้องการโปรโมทผ่านโฆษณา Facebook แบบติดปุ่ม CTA (Call-to-Action) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกดปุ่มและลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ แค่นี้ก็เป็นการจับลูกค้าของคุณได้ไม่หลุด และที่สำคัญเว็บไซต์ควรรองรับการใช้งานแบบ Responsive Website และทำการซื้อสินค้า ชำระเงินได้แบบไม่มีสะดุด หากธุรกิจของคุณยังไม่มีเว็บไซต์ เราขอแนะนำ R-Web แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ สามารถสมัครและเริ่มใช้ฟรี คลิกที่นี่


แล้วถ้าลูกค้าไปเว็บไซต์แล้วไม่กดสั่งซื้อ ทำอย่างไร?

 

ปัญหาอันดับต้น ๆ ที่ผู้ประกอบการพบเจอ ทั้งที่แบรนด์มั่นใจแล้วว่าสินค้าได้คุณภาพ ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย การใช้งานเว็บไซต์ก็ไม่มีปัญหา แต่อาจเกิดจากการตัดสินใจของลูกค้าเองหรือปัจจัยภายนอกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้น ดังนั้นการพาลูกค้ากลับมาที่เว็บไซต์เราอีกครั้งจึงสำคัญมาก ว่าเราจะพากลับมาอย่างไร และใช้ Content แบบไหน ช่องทางใดที่ช่วยเพิ่มโอกาสได้มากพอ Readyplanet แนะนำ R-Dynamic ระบบโฆษณา Dynamic Retargeting อีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ยุคใหม่ เพราะ “กว่า 90% ของลูกค้าเป้าหมายที่เข้ามายังเว็บไซต์ จะไม่ตัดสินใจซื้อทันที และอาจไม่กลับมาอีกเลย” R-Dynamic คือนวัตกรรมด้าน Marketing Tech ที่จะช่วยสร้างโฆษณาติดตามผู้เยี่ยมชมที่เคยเข้าเว็บไซต์แบบอัตโนมัติ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อหรือติดต่อได้เร็วขึ้นในแบบ individual คือแสดงผลแต่ละบุคคลตามความสนใจ และเมื่อใช้ควบคู่กับการทำโฆษณาออนไลน์ สามารถช่วยเพิ่ม CTR ของ Display Ads และ Social Ads ได้ถึง 150-300%  

 

เตรียมพร้อมสร้าง Content อัปเดตขนาด Layout

  

Facebook มีการอัปเดตและปรับเปลี่ยนฟังก์ชันใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ตัวหน้า Layout ของเพจเองก็เช่นกัน บางแบรนด์เจอปัญหาอัปโหลดภาพไปแล้วไซส์ไม่พอดี รูปตกขอบ เห็นไม่ครบบ้าง เราขอแนะนำขนาดรูปดังนี้

 


  • รูปสำหรับ Cover ของ Facebook Page : 820 x 312 px.

 


  • รูปบน Shared Link ของ Facebook : 1200 x 628 px.

 


  • ขนาดรูปแนวจัตุรัส (Square Photo) : 1200 x 1200 px.

 


  • ขนาดรูปไซส์มาตรฐาน : หมายถึง สัดส่วน 4:3 ขนาดที่ 1200 x 800 px.

 


  • ขนาดรูปแบบแนวนอน (Horizontal Image) : แนะนำในรูปแบบ 16:9 คือขนาด 1920 x 1080 px.

 


  • ขนาดรูปแบบแนวตั้ง (Vertical Image) : ภาพแบบแนวตั้ง Friendly กับการใช้งานบน Mobile มากที่สุด รูปภาพสามารถแสดงผลเกือบเต็มหน้าจอ แนะนำในรูปขนาด 960 x 1200 px. 

 


  • รูปอัลบัมแนวนอนแบบ 1+3 : ภาพแรกที่ขนาด 1080 x 720 px.  และอัปโหลดภาพอื่น ๆ ในขนาด 1:1 และรูปอัลบัมแนวนอนแบบ 1+2ภาพแรกขนาด 1080 x 540 px ภาพส่วนเนื้อหาใช้ที่ 1:1 เช่นเดิม

 


  • รูปอัลบัมแนวตั้งแบบ 1+3 : ภาพปกที่ 720 x 1080 px. และรูปอัลบัมแนวตั้งแบบ 1+2 ขนาดที่ 540 x 1080 px และรูปอื่นๆ เป็นแบบ 1:1

 

ลองนำไปปรับใช้กันเพื่อให้เพจมี Layout ของภาพที่ไม่น่าเบื่อและแปลกใหม่ น่าสนใจมากขึ้น

 

หลังจากอัปเดตทุกอย่างเกี่ยวกับ Facebook ที่ต้องรู้สำหรับ SMEs แล้ว การทำโฆษณาให้วัดผลได้ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการทำโฆษณาผ่านช่องทาง Facebook ไม่ได้มีการ Engagement Post อย่างเดียว ยังมีรูปแบบอื่น ๆ และการวัดผลที่ต่างกันด้วย รวมถึงดู Stat (สถิติ) ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น 

 

  • วัดผลจากจำนวนการแสดงผล หรือ Awareness เพื่อดูว่าโฆษณาของเราได้ไปถึงกลุ่มเป้ายหมายจริงๆ หรือไม่ KPI ที่ใช้ในการวัดจึงเป็นในส่วนของของยอด Impression, Reach, CPM (Cost Per Thousand Impression) ซึ่งคิดค่าโฆษณาต่อการแสดงผลครบ 1,000 Impression นั่นเอง

 

  • ทำโฆษณาแบบ traffic หรือ conversion ที่ต้องมีการติด CTA เพื่อพาคนไปยังไซต์อื่น เช่น เว็บไซต์ หรือ E-Commerce การวัดผลโฆษณาควรเป็นการดูยอด clicks ที่เกิดขึ้น และยอดสั่งซื้อจากเว็บไซต์ปลายทาง หรือดูในเชิงลึกมากขึ้นอย่าง การติด Facebook Pixel เพื่อดูพฤติกรรม การซื้อสินค้า, Add to Cart, จำนวน Subscriber หรือ Cost per conversion

 

  • การทำโฆษณาแบบ Engagements สามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการสอบถามหรือ reaction ใดๆ หรือไม่? การทำโฆษณาให้ได้ประสิทธิภาพและวัดผลได้จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าง่ายที่จะหากลุ่มเป้าหมายที่ใช่จริงๆ ดังนั้น KPI ที่ใช้ในการวัดผลจึงวิเคราะห์จากยอด View, Engagements, จำนวน Click, CPV (Cost Per View) กรณี content หรือโฆษณานั้นเป็นรูปแบบวิดิโอและต้องการการรับชม ,CPE (Cost per engagement) และ CPC (Cost per click)

 

  • การวิเคราะห์ Demographic คือการวัดผลโดยดูกลุ่มคน เพศ ช่วงวัย ที่มีinteraction กับโฆษณาของเราที่สุด นำไปสู่การหาพฤติกรรมว่าสอดคล้องกับลูกค้าจริงหรือไม่ เช่น มีการรันโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายอายุ 20-30 ปี และพบว่ากลุ่มคนที่มา engage มากที่สุดคือ 18-20 แต่สอบถามและซื้อสินค้าจริงๆ กลับเป็นคนอายุ 30-35 ปี ในส่วนนี้จะช่วยวิเคราะห์ได้ว่า งบการโฆษณาของคุณควรนำไปเจาะกลุ่มที่ใช่จริงๆ มากกว่าเปิดกลุ่มที่กว้างแต่ไม่เกิดยอดขาย เป็นต้น

 

การเลือกเอเจนซี่ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำโฆษณาจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่มีเวลาหรือต้องการคำแนะนำในการทำการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ที่พึ่งหันมาทำ online หรือผู้ประกอบการที่มีความรู้ความเข้าใจเป็นพื้นฐาน Readyplanet แนะนำ AdPro Dynamic บริการรับทำโฆษณา ช่วยทำโฆษณาออนไลน์แบบเน้นผลลัพธ์ให้ธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น


AdPro Dynamic ดีอย่างไร?

 

ช่วยโปรโมตธุรกิจ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแบบเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสได้ลูกค้าใหม่ ๆ เปลี่ยนยอดคลิกให้กลายเป็นยอดขายได้มากขึ้น ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญกับเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ และเครื่องมือ Marketing Tech ใหม่ล่าสุดของเรดดี้แพลนเน็ต ครอบคลุมทั้งในส่วนของ Facebook และ Google Ads ในงบประมาณที่สามารถกำหนดได้และตอบโจทย์กับธุรกิจ SMEs 

 

สำหรับผู้ที่สนใจบริการ AdPro Dynamic สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดย คลิกที่นี่

 

 Updated: 23 February 2021 | Produced by: Dujnapa Chauthamcharoen