5 แนวทางการใช้ Data ของลูกค้า เพื่อช่วยในทำการตลาดออนไลน์ของธุรกิจคุณ

อัพเดทวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562

หลายธุรกิจในปัจจุบันที่กำลัง Transform เข้าสู่โลกของการตลาดออนไลน์หรือการทำการตลาดดิจิทัล น่าจะเคยได้ผ่านหูผ่านตากับคำว่า “Big Data” 

เพราะข้อมูลขนาดใหญ่ที่เก็บข้อมูลพื้นฐาน พฤติกรรมและความสนใจต่างๆ ของผู้คนมากมาย มาไหลรวมกันอยู่ในโลกของออนไลน์… ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า หากมีธุรกิจใดได้เข้าถึง เข้าใจและนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างตรงจุดแล้ว จะสามารถนำพาธุรกิจของตนเองเข้าใกล้สู่ความสำเร็จในโลกออนไลน์ได้ไม่ยากเลย 

เมื่อความสำเร็จของธุรกิจมันหอมหวาน… เรามาเรียนรู้เรื่องวิธีการใช้ Data ของลูกค้า เพื่อช่วยในการทำการตลาดออนไลน์ให้เกิดยอดขายและความสำเร็จในธุรกิจของคุณกันดีกว่า 

“ยิ่งมีฐานข้อมูลลูกค้ามากเท่าไหร่… เราก็สามารถหา “คนที่ใช่” ได้มากขึ้น”

 

 

1. ใช้ Data กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการทำโฆษณาออนไลน์ (Targeted Advertising)

ปัจจัยของความมีประสิทธิผลของการทำการตลาดออนไลน์อย่างหนึ่งคือ “เลือกกลุ่มคนที่ใช่” เพราะการทำโฆษณาออนไลน์ไปยังกลุ่มคนที่ไม่สนใจสินค้าหรือบริการของเรานั้น ไม่ได้สร้างผลดีให้กับธุรกิจของคุณสักเท่าไหร่ เพราะจะทำให้คุณเสียค่าโฆษณาออนไลน์จำนวนมากไปโดยเปล่าประโยชน์

ฉะนั้นการมี Data ของลูกค้าตัวจริงบวกรวมเข้ากับ Data ของคนที่ใช่ จะทำให้การทำโฆษณาออนไลน์ของคุณมีประสิทธิภาพและเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น

การใช้ Data ในการทำโฆษณาหรือการตลาดออนไลน์ ทำได้ 2 วิธีหลักๆ คือ

  1. Data ของคนที่เรามี : อาทิ ชื่อ-นามสกุล, เบอร์โทร, อีเมล, ชื่อบริษัท, ประเภทธุรกิจ, สินค้าหรือบริการที่เคยซื้อกับเรา รวมไปถึงคนที่เคยเข้ามาใน Website, Application หรือ Facebook Page ของเรา
  2. Data ของคนที่เราอยากได้ : โดยอาจจะใช้ข้อมูลของลูกค้าของเราตั้งต้น เช่น เพศ, อายุ, การศึกษา, ที่อยู่, ภาษา หรือแม้กระทั่งความสนใจต่างๆ ซึ่งเราสามารถกำหนดและให้ AI หรือ Machine Learning ของ Google และ Facebook หากลุ่มเป้าหมายใหม่ที่เหมือนหรือคล้ายกับกลุ่มลูกค้าเดิมได้

 

ศึกษาเรื่อง Machine Learning เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.readyplanet.com/17388007/machine-learning

2. ใช้ Data ทำความเข้าใจขั้นตอนการตัดสินใจของลูกค้า (The Customer Journey)

ฉะนั้นการเข้าใจ journey หรือเส้นทางการค้นหาข้อมูลบนช่องทางต่างๆ ไปจนถึงช่องทางสุดท้ายของลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อสินค้าได้ จึงถือว่าเป็น Data ที่มีส่วนช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพต่อยอดขายได้มากขึ้นนั่นเอง ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เช่น ธุรกิจ A และธุรกิจ B มี Data หรือข้อมูลของ journey ลูกค้าคือ

 

เมื่อเราเห็นข้อมูลของ journey ลูกค้าดังนี้ เราอาจจะบริหารจัดการงบโฆษณาออนไลน์ไปแต่ละช่องทางทั้ง facebook และ google แตกต่างกัน ไปจนถึงสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์แตกต่างกันไป

 

3. ใช้ Data เพื่อพัฒนาการออกแบบคอนเท้นต์และการขายสินค้า (Content and Salable)

Content is King ประโยคนี้ทำเอาหลายธุรกิจต่างพากันเทงบประมาณมากมาย เพื่อสร้าง Content บนช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook, Google หรือบน Website ของตัวเองก็ตาม ด้วยความเชื่อที่ว่า Content ที่ดีจะสร้างยอดขายได้!

“Content is King อยู่ที่ความเข้าใจความเป็น king ของ content ก่อน”

ประเด็นของ Content is King อยู่ที่ความเข้าใจความเป็น King ของ Content ก่อน… โดยการสร้าง Content ให้เป็น King ได้นั้นจะต้องมีปัจจัยหลายประการ อาทิ

  • กลุ่มเป้าหมายคือใคร?
  • มีความต้องการหรือความสนใจในเรื่องใด?
  • คำพูด น้ำเสียง คาแรกเตอร์ หรือข้อความแบบไหนที่กลุ่มเป้าหมายชอบ?
  • สื่อหรือรูปแบบของ Content ประเภทไหนที่กลุ่มเป้าหมายชอบ? เช่น Content ที่เป็นภาพนิ่ง / Content ที่เป็น VDO เป็นต้น
  • ช่องทางไหนที่ดีที่สุดในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย? 

นี่เป็นเพียงปัจจัยหลักๆ ที่คุณต้องเก็บ Data เหล่านี้ของกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าของคุณให้มากที่สุด

 

4. การใช้ Data นำเสนอสินค้าที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้ (Personalized Marketing)

หัวใจของการขายให้ได้ผลสำเร็จ คือคุณต้องรู้ความต้องการและไม่ต้องการของลูกค้าแต่ละคน พูดง่ายๆ ก็คือ “รู้ใจลูกค้า” โดยรู้ว่าอะไร หรือช่วงเวลาไหนลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเราต้องการอะไร แล้วสามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการที่อยู่ในความสนใจของลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจงแต่ละบุคคล

กลยุทธ์การทำ Personalized Marketing นี้ นอกจากจะเพิ่มโอกาสในการขายและปิดยอดขายได้เร็วแล้ว ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ของคุณอีกด้วย

 “ยิ่งรู้ใจ...ยิ่งขายง่าย”

สำหรับการทำการตลาดออนไลน์นั้น จะเป็นเรื่องยากทันทีถ้าเราไม่มี Data ของลูกค้าที่เสมือนเป็นหัวใจในการวิเคราะห์การทำ Personalized Marketing ได้แม่นยำและตรงจุดมากขึ้น 

ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลของลูกค้าในการเข้า website เพื่อดูรายละเอียดสินค้า A จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ไปนำเสนอสินค้า A ผ่าน Facebook Ads อีกครั้งเพื่อให้กระตุ้นให้เกิดการซื้อ

 

5. การใช้ Data กระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาเลือกซื้อสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์เราอย่างต่อเนื่อง (Retargeting)

การทำ Retargeting เป็นส่วนสำคัญมากๆ อีกส่วนหนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์ และต้องอาศัย data ของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายหลักในการทำ เช่น ลูกค้าเก่าที่เคยซื้อสินค้าไปจาก website หรือคนที่เคยเข้าไป website ไปดูสินค้าของเราแต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ เป็นต้น

พอเราได้ data ดังที่กล่าวมา จากนั้นก็เอาไปทำ Retargeting กับการทำโฆษณาออนไลน์บน Facebook หรือ Google เพื่อนำเสนอสินค้าที่กลุ่มเป้าหมายเคยสนใจอีกครั้งนั่นเอง

“จุดเริ่มต้นที่ดีของการใช้ Data หรือข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ ในการ Retargeting เพื่อให้การทำการตลาดออนไลน์เกิดประโยชน์สูงสุด”

 

 

ReadyPlanet แนะนำ

เพราะวิธีการใช้ Data เพื่อสร้างแคมเปญโฆษณา เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการทำ Online Marketing เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ตรงจุด แต่ถ้าศึกษาวิธีการ ทดลองทำด้วยตนเอง ก็เกรงว่าจะเสียเวลามากเกินไป จะดีกว่าไหม ถ้ามีเครื่องมือเข้ามาจัดการแคมเปญโฆษณาของธุรกิจคุณในทุกขั้นตอน

เครื่องมือ R-Dynamic จาก ReadyPlanet เครื่องมือทำโฆษณาแบบอัตโนมัติ ช่วยสร้างแคมเปญโฆษณาบน Facebook เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างถูกที่ ถูกเวลา ด้วยวิธี Retargeting เลือกแสดงผลตามความสนใจลูกค้าที่เคยเข้าเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นของคุณ ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าชิ้นงานโฆษณาทั่วไป นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมสร้างกระบวนการขายให้สมบูรณ์ทีเดียว สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ R-Dynamic ได้ที่ https://www.readyplanet.com/17322269/r-dynamic

 

 

ให้การโฆษณาแบบติดตามกลุ่มเป้าหมาย
เป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย R-Dynamic

วัดผลได้ง่าย เพิ่มความแม่นยำกับแคมเปญโฆษณา เริ่มต้นสมัครใช้งาน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 
เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญติดต่อกลับ เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง

แบบฟอร์มติดต่อกลับ