ดีอย่างไร? ในการเลือกใช้โฆษณาดิสเพลย์


เหตุ
ผลที่เลือกหยิบเรื่อง "การทำโฆษณาในรูปแบบแบนเนอร์ดิสเพลย์" ขึ้นมาเขียนในบทความนี้ เนื่องจากมีโอกาสได้พบกับงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง จากเว็บไซต์ ConversionXL ที่ทำการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง 800 คน โดยแบ่งออกเป็น กลุ่ม A และ กลุ่ม B กลุ่มละ 400 คน แล้วให้ตัวอย่างแต่ละกลุ่ม มองจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดหน้าเว็บไซต์หน้าหนึ่งอยู่ เป็นเวลา 5 วินาที แล้วถามคำถาม

กลุ่มตัวอย่างทั้ง A และ B จะเห็นเว็บไซต์หน้าเดียวกัน แต่กลุ่ม A จะเห็นแบนเนอร์โฆษณาสินค้าของเว็บไซต์นั้น ในขณะที่กลุ่ม B จะเห็นแบนเนอร์โฆษณาสินค้าของเว็บไซต์อื่น

 

 

หลังจากครบ 5 วินาที ทั้ง 2 กลุ่มจะต้องตอบคำถามทั้งหมด 3 ข้อ ดังนี้ 1. เว็บไซต์ตัวอย่างขายสินค้าอะไร? 2. เห็นโฆษณากี่ชิ้น ในหน้าเว็บไซต์เว็บไซต์ตัวอย่าง? 3. ให้คะแนนคุณภาพของเว็บไซต์ที่ได้เห็น โดยเรียงจาก 1 (น้อยที่สุด) ไป 5 (ดีที่สุด)?

ซึ่งคำถามทั้ง 3 ข้อชี้นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า กลุ่มตัวอย่าง กลุ่ม B ให้ความสนใจ และจดจำแบนเนอร์โฆษณาที่มาจากเว็บไซต์ภายนอกได้มากกว่า กลุ่ม A ที่เห็นแบนเนอร์ที่ถูกสร้างขึ้นในเว็บไซต์ของแบรนด์เอง

ภาพเว็บไซต์ที่ใช้วิจัย จาก : ConversionXL


เราจึงนำข้อสรุปดังกล่าว มาวิเคราะห์ต่อว่า แบนเนอร์โฆษณาในลักษณะดิสเพลย์ ที่ไปปรากฎยังเว็บไซต์ภายนอก ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ และจดจำสินค้า บริการ หรือแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยพฤติกรรมโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่ให้ความสนใจกับสิ่งที่แตกต่าง และเป็นจุดเด่นก่อน ทำให้โฆษณาดิสเพลย์เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือหนึ่งที่มีพลังในการดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ให้รู้จัก จดจำ และสนใจสินค้าหรือบริการของคุณได้ค่ะ

 

โฆษณาดิสเพลย์ มี 'พลัง' แต่ทำ 'ยาก'

ในอดีต เมื่อคุณต้องการทำโฆษณาดิสเพลย์ จะต้องทำการเช่าพื้นที่โฆษณาตามเว็บไซต์ต่างๆที่คุณเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายบนเว็บไซต์นั้นๆน่าจะมีความสนใจในสินค้าหรือบริการของคุณ เพื่อเอาภาพแบนเนอร์โฆษณาของคุณไปแปะลงในพื้นที่ของเว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งนอกจากคุณจะต้องศึกษาเนื้อหาของเว็บไซต์ รวมไปถึงพฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ว่ามีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณหรือไม่แล้ว คุณยังต้องติดต่อกับเว็บไซต์ที่จะลงโฆษณาโดยตรง แล้วก็จ่ายเงินค่าโฆษณาเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน หรือ ตามแต่ที่ตกลงกัน ถ้าต้องการทำลงโฆษณาใน 15 เว็บไซต์ ก็จะต้องทำการติดต่อถึง 15 ครั้ง โดยทั้ง 2 วิธีการข้างต้น เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก

แต่ในปัจจุบัน ที่จำนวนผู้บริโภค รวมถึงจำนวนเว็บไซต์มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลบนโลกออนไลน์ ทำให้เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยบนโลกเสมือนจริงใบนี้ตามไปด้วย และหนึ่งในบริษัทที่เป็นเจ้าของออนไลน์แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Google ก็ได้พัฒนารูปแบบการทำโฆษณาดิสเพลย์ ที่ง่าย และจบในศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว อย่าง Google Display Network หรือ GDN ขึ้นมาค่ะ

 

ทำความรู้จักกับโฆษณา Google Display Network กันก่อน

GDN เป็นคำย่อของ Google Display Network ซึ่งหมายถึงการทำโฆษณาในเครือข่ายดิสเพลย์ของ Google Adwords โดยผู้ลงโฆษณาสามารถที่จะอัพโหลดรูปภาพเพื่อใช้เป็นภาพโฆษณา แล้วแสดงโฆษณาไปตามเว็บไซต์ต่างๆที่เป็นพันธมิตรกับ Google (ซึ่งเราเรียกเว็บไซต์เหล่านี้ว่าเป็นเครือข่ายดิสเพลย์) โดยที่เว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรของ Google นั่นก็คือเว็บไซต์ต่างๆที่ลงสมัคร Adsense กับ Google เอาไว้ ซึ่งมีมากกว่าล้านเว็บไซต์ในปัจจุบัน โดยที่ผู้ลงโฆษณายังสามารถกำหนดงบประมาณรายวัน และราคาต่อ 1 คลิกได้เช่นเดียวกับการทำโฆษณาในเครือข่ายค้นหา (Search Engine Marketing) ดูตัวอย่างโฆษณาแบบ GDN ได้จากรูปภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ

โฆษณาในกรอบสีแดงนี่เองค่ะ คือโฆษณาในรูปแบบ GDN หรือโฆษณาในเครือข่ายดิสเพลย์ที่สามารถสร้างผ่าน Google Adwords ได้ และโฆษณาจะไปแสดงตามเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับ Google ซึ่งจะเห็นได้ว่า โฆษณาที่แสดงบนหน้าเว็บไซต์ มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์นั้นๆ อย่างบทความเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ก็จะมีโฆษณาทัวร์ หรือโปรโมชั่นจากสายการบินต่างๆ ปรากฎอยู่บนพื้นที่โฆษณา เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้พบเห็นค่ะ

 

จุดเด่นของการทำโฆษณารูปแบบ Google Display Network


1. เพิ่มความต้องการสินค้าหรือบริการ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้น ด้วยความสามารถในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

ในการทำโฆษณา GDN คุณสามารถเลือกวิธีการทำโฆษณาได้หลากหลาย เพื่อเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เข้าชมเว็บไซต์ที่คุณไปขึ้นโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดชื่อเว็บไซต์ที่คุณต้องการขึ้นโฆษณา ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเจ้าของธุรกิจทัวร์ คุณอาจใส่ชื่อเว็บไซต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เว็บจองตั๋วเครื่องบิน เว็บจองที่พัก โรงแรมชื่อดังที่คนทั่วไปรู้จัก เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจอยากท่องเที่ยว เป็นต้น

นอกจากนั้น คุณยังสามารถกำหนดให้โฆษณาแสดงยังเว็บไซต์ที่มี คำค้นหา(Keyword) หรือ หมวดหมู่ของคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับสินค้าหรือบริการของคุณ รวมถึงเลือกแสดงตามความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย ตามหมวดหมู่ที่ระบบของ Google ได้ทำการเก็บข้อมูลไว้ ก็สามารถทำได้เช่นกัน และเมื่อโฆษณาของคุณ สามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจอยู่แล้ว ได้ในหน้าเว็บไซต์อื่น นอกจากจะเพิ่มโอกาสสร้างการรับรู้จดจำแบรนด์ได้แล้ว ยังช่วยให้คุณสามารถปิดการขายได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ

2. ลงโฆษณาบนหลายเว็บไซต์ที่ต้องการได้ จากศูนย์กลางเพียงที่เดียว

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ว่าการทำโฆษณาดิสเพลย์ในอดีต คุณจะต้องทำการติดต่อ เพื่อเช่าพื้นที่โฆษณาไปยังเว็บไซต์ต่างๆโดยตรง ซึ่งใช้เวลานานทั้งการศึกษาเว็บไซต์ และการติดต่อเพื่อขอลงโฆษณา ในขณะที่การทำโฆษณาบน GDN ซึ่งเป็น Ads Network หรือ เครือข่ายของโฆษณาบน Google นั้นใช้เวลาน้อยกว่ามาก เพราะคุณสามารถที่จะลงโฆษณาในหลายๆเว็บไซต์ด้วยการควบคุมจากศูนย์กลางเพียงที่เดียว (ทำโฆษณา GDN ผ่าน Google Adwords แล้วสามารถกำหนดให้โฆษณาไปแสดงในเว็บไซต์ใดก็ได้ที่อยู่ในเครือข่ายของ Google)

ถึงแม้จะมีข้อจำกัด ตรงที่ไม่สามารถเลือกตำแหน่งของการขึ้นโฆษณาได้แต่การทำ GDN ก็สามารถประหยัดเวลาในการโฆษณา และคุณยังสามารถแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นกับโฆษณาได้ง่ายกว่า เพราะมีศุนย์กลางที่เดียว ทำให้แก้ไขเพียงครั้งเดียว ซึ่งหากเป็นการติดต่อทำโฆษณากับเว็บไซต์เอง หากคุณมีแบนเนอร์อยู่บน 15 เว็บไซต์ คุณก็อาจต้องแจ้งการแก้ไขถึง 15 ครั้ง ซึ่งใช้เวลานาน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ค่ะ

 

3. สามารถติดตามลูกค้าเป้าหมาย ให้กลับมายังเว็บไซต์ของคุณได้

ด้วยการทำโฆษณา GDN ในรูปแบบ Remarketing ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาดที่ถูกใช้เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายที่เคยออกจากเว็บไซต์ของคุณไปแล้ว กลับเข้ามาเลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการบนเว็บไซต์ของคุณอีกครั้ง โดย Google จะมีระบบในการเก็บข้อมูลผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเอาไว้ หากคุณทำโฆษณากับทาง Google อยู่แล้ว เมื่อพวกเขาออกไปจากหน้าเว็บไซต์ของคุณโดยไม่ซื้อสินค้า หรือไม่ได้กรอกฟอร์ม คุณก็สามารถส่งแบนเนอร์โฆษณาไปติดตามพวกเขา ยังเว็บไซต์ต่างๆที่พวกเขาเดินทางไป จนกระทั่งเกิดการจดจำได้ และเมื่อพวกเขาเกิดความสนใจ ก็อาจกลับมาซื้อสินค้าหรือบริการที่เว็บไซต์ของคุณก็ได้ค่ะ

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้น จากผลสำรวจของเว็บไซต์ WordStream ที่สำรวจจากบัญชี Google AdWords หลายร้อยบัญชี สำรวจย้อนหลัง 3 เดือน พบว่าเว็บไซต์ส่วนมากมีค่าเฉลี่ยของ Conversion Rate หรือ อัตราของการคลิกที่นำไปสู่การซื้อ อยู่ที่ 2.35% เท่านั้น นั่นหมายความว่าเกือบ 98% ของกลุ่มเป้าหมาย เข้ามาในเว็บไซต์แต่ไม่ได้ซื้อสินค้า และในทางเดียวกันมีผลสำรวจที่พบว่า 60% ของนักช็อปออนไลน์ในประเทศอเมริกายอมรับว่าสินค้าและบริการที่พวกเขาซื้อส่วนมาก ก็มาจากการสังเกตเห็นโฆษณา ของอีกแบรนด์หนึ่งในขณะที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์อื่นนั่นเองค่ะ 

 

การทำการตลาดบนโลกออนไลน์นั้น หากผู้ประกอบการ หรือนักการตลามีองค์ความรู้ในการปรับใช้เครื่องมือให้เข้ากับจุดประสงค์ของธุรกิจในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละรูปแบบ ดังที่คุณได้ทราบแล้วว่า โฆษณาในรูปแบบ GDN นั้น นอกจากคุณจะสามารถสร้างการรับรู้จดจำแบรนด์ หรือสินค้าจากลูกค้าใหม่ได้แล้ว คุณยังสามารถดึงให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือลูกค้าเดิม ให้เข้ามาที่หน้าเว็บไซต์อีกครั้งหนึ่งได้ ด้วยการทำ Remarketing อีกด้วย ซึ่งการที่คุณจะมีองค์ความรู้ในการเลือกใช้เครื่องมือ รวมถึงใช้รูปภาพที่จะดึงให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ คุณก็ควรจะต้องมีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการทำโฆษณาให้กับธุรกิจที่ดี


ดังเช่น ReadyPlanet องค์กรที่ให้บริการด้านการตลาดดิจิทัลกับผู้ประกอบการ SME ไทยกว่า 16,000 ธุรกิจ มายาวนานกว่า 16 ปี มีทีมงานผู้ชำนาญการด้านการทำโฆษณา Google AdWords คอยให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการในด้านการทำโฆษณา ตลอดจนให้คำปรึกษาในการทำการตลาดออนไลน์เลยค่ะ สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจ

สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ 02-016-6988 หรือ คลิกที่นี่ เพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำโฆษณาเพิ่มเติมค่ะ

 

ที่มา :

https://conversionxl.com/research-study/internal-promotions-vs-third-party-banner-advertisements/
http://www.wordstream.com/blog/ws/2014/03/17/what-is-a-good-conversion-rate

 

 February 09, 2017
Watsanan Saikam
www.ReadyPlanet.com

สนใจรับฟังข้อมูลบริการ

เว็บไซต์สำเร็จรูป, Online Advertising, Training course